<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
>

<channel>
	<title> &#187; เรียนอย่างรวดเร็ว</title>
	<atom:link href="http://trainers.wisdominside.org/category/q-a/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://trainers.wisdominside.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 29 Mar 2010 16:40:43 +0000</lastBuildDate>
	<language></language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.3</generator>
	<!-- podcast_generator="podPress/8.8.8" -->
	<copyright>2006-2007 </copyright>
	<managingEditor>toucht@gmail.com</managingEditor>
	<webMaster>toucht@gmail.com</webMaster>
	<itunes:subtitle></itunes:subtitle>
	<itunes:summary>Blog ของพวกเรา วิทยากรเผยแพร่ความรู้วิชาธรรมกายจาก WisdomInside.org</itunes:summary>
	<itunes:keywords></itunes:keywords>
	<itunes:category text="Society &amp; Culture" />
	<itunes:author></itunes:author>
	<itunes:owner>
		<itunes:name></itunes:name>
		<itunes:email>toucht@gmail.com</itunes:email>
	</itunes:owner>
	<itunes:block>no</itunes:block>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://trainers.wisdominside.org/wp-content/plugins/podpress/images/powered_by_podpress_large.jpg" />
		<item>
		<title>Meditation Tips: ทำอย่างไร ถึงจะเห็นวิชาได้ชัดขึ้น วิธีที่ 2</title>
		<link>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/26/meditation-tips-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/26/meditation-tips-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Aug 2009 04:17:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>saiparn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความล่าสุด!]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนอย่างรวดเร็ว]]></category>
		<category><![CDATA[Meditation Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กทม]]></category>
		<category><![CDATA[ทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีที่ 2]]></category>
		<category><![CDATA[เขตตลิ่งชัน]]></category>
		<category><![CDATA[เห็นวิชาชัดขึ้น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดรัชฎาธิฐาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://trainers.wisdominside.org/?p=278</guid>
		<description><![CDATA[Meditation Tips: ทำอย่างไร ถึงจะเห็นวิชาได้ชัดขึ้น วิธีที่ 2
สวัสดีครับทุกๆ คน
ตอนนี้เรากำลังสอนอยู่ที่ โรงเรียนวัดรัชฎาธิฐาน เขตตลิ่งชัน กทม. ครับ สำหรับวันนี้เป็นการสอนรอบเช้า ทั้งหมด 3 รอบ หมดทั้งโรงเรียนเลยหละครับ เมื่อวานผมได้เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการสอนของเราตั้งแต่เริ่มต้น มาจนถึงปัจจุบันนี้อย่างคร่าวๆซึ่งถ้าต่อไปนึกถึงเหตุการณ์ใด ก็จะมาเขียนเล่าให้ฟังในคราวต่อๆ ไป
ตอนนี้ผมอยากที่จะเขียนบันทึกเืพื่อที่จะ Share ประสบการณ์ต่างๆ ในการเรียน การสอนวิชาธรรมกาย ในประเด็นต่างๆ ให้กับทุกท่านได้อ่านกัน ซึ่งผมก็ดีใจเหมือนกันนะครับที่มีผู้ที่ติดตามบทความของผมใน Newsletter นี้มากมาย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ผมอยากจะให้ข้อมูลใน Blog แห่งนี้ เป็นที่เก็บข้อมูลที่ได้ตกผลึกมาจากประสบการณ์ทั้งของผม และทีมงานที่ได้ปฏิบัติการสอน การเผยแพร่ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff6600;"><span style="color: #ff0000;">Meditation Tips:</span> ทำอย่างไร ถึงจะเห็นวิชาได้ชัดขึ้น วิธีที่ 2</span></h2>
<p>สวัสดีครับทุกๆ คน</p>
<p>ตอนนี้เรากำลังสอนอยู่ที่<strong> โรงเรียนวัดรัชฎาธิฐาน เขตตลิ่งชัน กทม.</strong> ครับ สำหรับวันนี้เป็นการสอนรอบเช้า ทั้งหมด 3 รอบ หมดทั้งโรงเรียนเลยหละครับ เมื่อวานผมได้เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการสอนของเราตั้งแต่เริ่มต้น มาจนถึงปัจจุบันนี้อย่างคร่าวๆซึ่งถ้าต่อไปนึกถึงเหตุการณ์ใด ก็จะมาเขียนเล่าให้ฟังในคราวต่อๆ ไป</p>
<p>ตอนนี้ผมอยากที่จะเขียนบันทึกเืพื่อที่จะ Share ประสบการณ์ต่างๆ ในการเรียน การสอนวิชาธรรมกาย ในประเด็นต่างๆ ให้กับทุกท่านได้อ่านกัน ซึ่งผมก็ดีใจเหมือนกันนะครับที่มีผู้ที่ติดตามบทความของผมใน Newsletter นี้มากมาย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ผมอยากจะให้ข้อมูลใน Blog แห่งนี้ เป็นที่เก็บข้อมูลที่ได้ตกผลึกมาจากประสบการณ์ทั้งของผม และทีมงานที่ได้ปฏิบัติการสอน การเผยแพร่ และการเรียนของแต่ล่ะคน ซึ่งเป็น Tacid Knowledge หรือความรู้ฝังลึก ให้กลายมาเป็นองค์ความรู้ที่สามารถจับต้องได้ เพื่อที่จะได้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากตำราวิชาธรรมกายหลักๆ ที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญท่านได้ถ่ายทอดออกมา ถือว่าเป็น <strong>&#8220;คู่มือ&#8221;</strong> หรือ <strong>&#8220;Handbook&#8221;</strong> ก็แล้วกันนะครับ</p>
<p><span id="more-278"></span></p>
<p><img class="size-full wp-image-279 alignright" style="margin: 10px;" title="201x600getsitedmeditation" src="http://trainers.wisdominside.org/wp-content/uploads/2009/08/201x600getsitedmeditation.jpg" alt="201x600getsitedmeditation" width="337" height="223" />ดังนั้น ถ้าท่านอยากฝึกเฉพาะตน ก็มาอ่านได้ที่นี่ หรือถ้าอยากสร้างบารมีโดยการสอนธรรม (ซึ่งผมแนะนำว่าให้ทำกันทุกคน มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ขอให้ทำ) ก็ขอให้มาศึกษาจากที่นี่  ท่านก็จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของเราที่ได้ทำมาก่อน จะได้ผิดพลาดน้อยลง หรือ<span style="color: #ff6600;"><strong> ถ้าจะให้ผิด ก็จงผิดในเรื่องใหม่ๆ แ้ล้วก็นำมาคุยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไปครับ</strong></span> อย่าทำผิดพลาดซ้ำกับที่เราได้ทำพลาดมาเลยครับ มันเสียเวลา</p>
<p>เมื่อวานนี้ผมได้เขียนไว้ใน Twitter ไว้ว่า</p>
<blockquote><p><strong><span style="color: #ff6600;">&#8220;อยากสอนทุกท่านอย่างใกล้ชิด แต่มีข้อจำกัดด้วยเวลาและทรัพยากรบุคคล ดังนั้น ถ้าอยากศึกษาเรียนรู้จริงๆ ท่านต้องช่วยเหลือตัวท่านเองด้วย&#8221;</span></strong></p></blockquote>
<p>ความหมายก็คือ มีหลายคนที่ติดต่อมาหาผม ให้ช่วยสอน ผมก็อยากจะสอนให้กับทุกคนอย่างใกล้ชิด อยากทำหลายๆ อย่างเพื่อที่จะสนับสนุนการเรียนของท่านให้ประสบผลสำเร็จตามที่ท่านต้องการ แต่ก็ด้วยติดขัดด้วยเวลา และครูสอน ที่มีจำนวนน้อย และอีกหลายๆ อย่าง ทำให้ท่านที่ตอ้งการที่จะเรียน ขอให้ตั้งใจจริง และช่วยเหลือตัวเองด้วย โดยมีทีมวิทยากรช่วยแนะนำท่าน อาศัยเวลาในการเพาะบ่มความรู้และประสบการณ์ แล้วท่านก็จะประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาธรรมกายได้ตามที่ท่านต้องการได้ครับ</p>
<p>เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องของ Meditation Tips กันครับ โดยมาคราวนี้จะมาบอกเทคนิคว่า จะฝึกอย่างไรจึงจะทำให้เห็นวิชาได้ชัดเจนขึ้น</p>
<p>อย่าลืมนะครับว่า<span style="color: #ff6600;"><strong> &#8220;จงใช้ความรู้นำความเห็นเสมอไป&#8221;</strong></span> ที่ผ่านมาหลายคนจริงแล้วก็อยากเห็นได้ชัดๆ สำหรับการเห็นในที่นี้ก็คือ การเห็นภายใน เห็นด้วยใจ หรือ ญาณทัสสนะนั่นเอง</p>
<p>คราวที่แล้ว ผมแนะนำไปว่าให้ทำใจให้ &#8220;หยุด&#8221; และ &#8220;นิ่ง&#8221; ให้ลึกลงไปเรื่อยๆ เป็นลำดับ โดยการทำนี้ ให้ Focus ไปเป็นจุดๆ ไป เ่ช่น ถ้าอยากให้เห็นดวงธรรมของกายมนุษย์ชัดขึ้น ก็ให้นิ่งไปที่จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมของกายมนุษย์นี้ แล้วให้ฝึกปรับสภาพใจโดยท่องสั่งใจไปว่า &#8220;หยุดในหยุด&#8221; , &#8220;นิ่งในนิ่ง&#8221; และ &#8220;ใสในใส&#8221; แล้วก็พยายามปรับใจให้ได้ตามนั้น ถ้าทำได้เช่นนี้แล้ว การเห็นก็จะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ นี่คือการฝึกใจ</p>
<p>ครูบาอาจารย์ผมได้สอนเปรียบเทียบไว้ว่า การฝึกใจ การฝึกวิชาธรรมกาย ก็เหมือนกับ การชกมวย คือมีท่า ว่าจะชกท่าไหน แย๊บ เสยปลายคาง หรือเตะ เข่า ฯลฯ เป็นต้น การฝึกที่ผ่านมานี้ก็คือการชกท่านึงเท่านั้น เป็นธรรมดาที่ถ้าฝึกไปคราวที่แล้วจะทำให้การเห็นนั้น ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง แน่นอนวว่า ชกท่าเดียว ไม่มีทางที่จะล้มคู่ต่อสู้ได้</p>
<blockquote><p>Tip ต่อไปก็คือ<strong><span style="color: #ff0000;"> &#8220;ให้เดินวิชาเหมือนกับการทำข้อสอบ&#8221;</span></strong></p></blockquote>
<p>อ่ะ อย่าเพิ่งงง ครับ มันยังไง?ผมจะอธิบายให้ฟังนะครับ ลองมาคิดถึงเวลาที่เราทำข้อสอบกันครับ สมมติว่าข้อสอบมีทั้งหมด 10 ข้อ มีเวลาให้ทำ 30 นาที พอท่านเริ่มทำข้อสอบ เริ่มจากข้อที่ 1 แต่โอ๊วววว ทำไม่ได้ตั้งแต่ข้อ 1 เลย เอาล่ะซิ งานเข้าซะแล้ว ผมถามว่า ถ้าเป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้</p>
<p>ถ้าเป็นผม ผมคงไม่นั่งทำข้อ 1 ให้ได้ก่อน ถึงจะเลือนไปทำข้อ 2 หรอกครับ เพราะอะไรเหรอครับ เพราะว่าผมมีเวลาทำข้อสอบแค่ 30 นาทีเท่านั้น สำหรับในสถานการณ์นี้ ผมก็จะข้ามไปทำข้อ 2 ก่อน จนทำครบ 10 ข้อ แล้วค่อยย้อนกลับมาทำข้อที่ยังทำไม่ได้</p>
<p>ผมขอคิดเอาเองว่า ถ้าเป็นท่านก็คงทำอย่างนี้ ใช่ไหมครับ</p>
<p>ในการฝึกวิชาธรรมกายก็เช่นเดียวกัน</p>
<p>ถ้าท่่านทำดวงธรรมในท้องท่านได้แล้ว ถ้าท่านพยายามทำตาม Tip ที่ 1 ที่ว่าไปแล้วคือ หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใสในใส แล้วยังเห็นชัดถึงใจเรา &#8230; ไ่่ม่เป็นไรครับ ข้ามไปก่อน &#8230;ให้เดินวิชาต่อไปยังขั้นตอนต่อไปเลย เช่น ถ้าท่านกำลังฝึกอยู่ในบทฝึก 4 กายธรรม ถ้าเริ่มจากดวงปฐมมรรค หรือดวงธรรมของกายมนุษย์ของเรา ก็ให้ส่งใจนิ่งไปที่จุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม แล้วนึกให้จุดเล็กใสนั้นว่างออกไป ในว่างนั้นให้เกิดเป็นกายธรรมพระโสดา ขนาดหน้าตักกว้าง 5 วาสูง 5 วาเหตุดอกบัวตูม แล้วเข้า 7 ฐานของกายธรรมพระโสดา นิ่งไปที่จุดเล็กใสกลางดวงธรรมของกายธรรมพระโสดา แล้วก็ใช้เทคนิคที่ 1 คือท่อง หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใสในใส ให้เห็นกายธรรมพระโสดาให้ชัดขึ้น</p>
<p>ซึ่งถ้ากายธรรมพระโสดายังไม่ชัด ก็ให้เดินวิชาต่อไปยังกายต่อไปคือ กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี และกายธรรมพระอรหัตต์ ถ้ายังไม่ชัด ให้เดินถอยหลับมาที่ กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระสกิทาคามี และกายธรรมพระโสดาตามลำดับ เดินไป เดินกลับ ลักษณะนี้ ศัพท์เรียกว่า<strong> &#8220;อนุโลม &#8211; ปฏิโลม&#8221; </strong>เดินขึ้นเดินลงไปอย่างนี้หลายๆ รอบเข้า การเห็นวิชาก็จะชัดมากขึ้นครับ</p>
<p>ยังไงก็ลองเอานำไปใช้กันนะครับ เดินวิชาไป สังเกตุผลทางวิชาที่เกิดต่อสภาพใจของเราด้วย โดยใจเราจะต้องละเอียดตามไปด้วย การเห็นวิชาก็จะชัดมากขึ้นด้วย</p>
<p>ยังมีอีกมากครับเทคนิคต่างๆ นานา ซึ่งผมจะค่อยๆ มาเล่าใหัฟังในโอกาสต่อไป สำหรับวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนนะครับ เอาไว้เจอกันใหม่ในบันทึกถัดไปครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ ครับ สวัสดีครับ</p>
<img src="http://trainers.wisdominside.org/?ak_action=api_record_view&id=278&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/26/meditation-tips-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ญาณทัสสนะ &#8211; การเห็นในขณะหลับตาฝึกสมาธิ องค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น</title>
		<link>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/05/visulize-see-when-meditation-practice-componance/</link>
		<comments>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/05/visulize-see-when-meditation-practice-componance/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Aug 2009 05:36:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>saiparn</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเผยแพร่วิชาธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[คุยกันฉันเพื่อน]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกผลการสอน]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์ธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[สอนอย่างไรให้ได้ผล?]]></category>
		<category><![CDATA[หมวดทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนอย่างรวดเร็ว]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[แบ่งปันเรื่องราวดีๆ]]></category>
		<category><![CDATA[การเห็น]]></category>
		<category><![CDATA[ญาณทัสสนะ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[หลับตา]]></category>
		<category><![CDATA[องค์ประกอบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://trainers.wisdominside.org/?p=115</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีครับเพื่อนๆ ในธรรมที่รักทุกๆ ท่าน
หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมช่วงนี้ผมถึงได้เข้ามาเขียน blog ได้บ่อยจัง ก็ขอตอบว่า ผมได้จัดเวลาในช่วงที่ผมออกไปทำงานสอน โดยใช้เวลาในช่วงพักในการเขียนบทความต่างๆ ใน Blog เพื่อนำเสนอไอเดียและประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่เราได้ทำกันให้ทุกท่านที่สนใจได้รับรู้กันครับ เพราะเวลาที่กลับไปบ้านแล้ว ผมเองต้องใช้เวลาในการทำงานทางโลก ซึ่งตอนนี้ยุ่งมากๆ ดังนั้น ถ้าไม่เอาเวลามาเขียนตอนนี้ก็คงหาเวลายากที่จะเขียน เพราะบางวันแม้งานทางโลกก็ไม่ได้ทำ เพราะพอกลับถึงบ้านแล้วก็เพลียมาก หลับไปเลยก็มี
คุยกันถึงเรื่อง blog อีกนิดหนึ่งก็คือ ลักษณะการเขียนใน Blog นี้ จะใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ เหมือนกับเราพูดคุยกันทั่วไปครับ ซึ่งจะมีความเป็นกันเองมาก และถ้าจะให้การเขียนบอกเรื่องราวต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ในยุคนี้คงไม่พ้นเจ้า Twitter แน่นอนครับ ที่เปรียบเหมือนกับ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีครับเพื่อนๆ ในธรรมที่รักทุกๆ ท่าน</p>
<p>หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมช่วงนี้ผมถึงได้เข้ามาเขียน blog ได้บ่อยจัง ก็ขอตอบว่า ผมได้จัดเวลาในช่วงที่ผมออกไปทำงานสอน โดยใช้เวลาในช่วงพักในการเขียนบทความต่างๆ ใน Blog เพื่อนำเสนอไอเดียและประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่เราได้ทำกันให้ทุกท่านที่สนใจได้รับรู้กันครับ เพราะเวลาที่กลับไปบ้านแล้ว ผมเองต้องใช้เวลาในการทำงานทางโลก ซึ่งตอนนี้ยุ่งมากๆ ดังนั้น ถ้าไม่เอาเวลามาเขียนตอนนี้ก็คงหาเวลายากที่จะเขียน เพราะบางวันแม้งานทางโลกก็ไม่ได้ทำ เพราะพอกลับถึงบ้านแล้วก็เพลียมาก หลับไปเลยก็มี</p>
<p>คุยกันถึงเรื่อง blog อีกนิดหนึ่งก็คือ ลักษณะการเขียนใน Blog นี้ จะใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ เหมือนกับเราพูดคุยกันทั่วไปครับ ซึ่งจะมีความเป็นกันเองมาก และถ้าจะให้การเขียนบอกเรื่องราวต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ในยุคนี้คงไม่พ้นเจ้า Twitter แน่นอนครับ ที่เปรียบเหมือนกับ SMS ใน Internet นั่นเอง</p>
<p>มาเข้าเรื่องที่ผมจะคุยกับทุกคน ซึ่งวันนี้จะมาคุยกันในเรื่องของ<strong> &#8220;ญาณทัสสนะ&#8221; </strong>หรือ<strong> &#8220;การเห็น&#8221;</strong> ต่างๆ ทั้งในขณะหลับตา หรือลืมตา เราอาจจะเข้าใจกันในชื่อว่า <strong>Six Senses</strong> นั่นเอง</p>
<p>เมื่อวานผมได้คุยกับคนรู้ใจ คุยไปคุยมาก็มาเข้าเรื่องที่ว่า มีคนคนหนึ่งที่ชอบนั่งสมาธิ เป็นนักศึกษา แล้วก็เรียนเก่งมากๆ เขานั่งสมาธิวันล่ะครึ่งชั่วโมงทุกวัน และบอกว่า ชอบนั่งมาก เพราะว่า เวลานั่งแล้วพบกับความสงบสุข ตัวลอยๆ สบายๆ แต่ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ การได้ไปเห็นสิ่งต่างที่ลึกลับ ซึ่งทำให้เขากลัว พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็มีการคุยกันต่อว่า เอ๋! แล้วเราที่ยังไม่เห็นอะไรเหมือนกับเค้านี่ แปลว่า เรามีบุญน้อยไปใช่ไหม?</p>
<p>ถ้าเจออย่างนี้มาจะตอบอย่างไรดีล่ะครับ?? 5555+</p>
<p><img class="alignright size-full wp-image-237" style="margin: 10px;" title="891" src="http://trainers.wisdominside.org/wp-content/uploads/2009/08/891.bmp" alt="891" width="320" height="213" />ทุกคนสังเกตไหมว่า<em> &#8220;เห็นสิ่งต่างที่ลึกลับ ซึ่งทำให้เขากลัว&#8221;</em> ทำไมต้องรู้สึกกลัวด้วย? แสดงว่า สิ่งที่เห็นนั้นคงไม่น่าพิสมัยเท่าไรนัก ซึ่งในประเด็นนี้ ถ้าท่านใดที่ผ่านการอบรมหลักสูตร 18 กายมาแล้วจากทีมงานเราจะรู้ว่า ผมเองไม่ได้เน้นไปที่การเห็นมากนัก และบอกเสมอว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>เห็นนะ่ไม่ยาก แต่ความรู้ที่จะอธิบายสิ่งที่เราเห็นนั้นต่างหากที่สำคัญกว่า</strong></span></p>
<p>แต่ที่ผมเจอๆ มา คนที่ศึกษาวิชาธรรมกาย ส่วนใหญ่ก็มักจะไปมุ่งเน้นที่การเห็นซะมากด้วยซิครับ และนี่ก็คือปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งเลยทีเดียวที่ทำให้การศึกษาเรียนรู้วิชาธรรมกายไม่ก้าวหน้าไปได้มากเท่าที่ควร</p>
<p>สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ การเห็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ท่านลองนึกถึงคนตาบอดซิครับ เขามองไม่เห็น แต่เขาก็สามารถอ่านหนังสือ พิมพ์งาน ทำงานได้เหมือนกับเราๆ ท่านๆ ได้เหมือนกัน</p>
<p align="center"><img src="http://www.polyboon.com/worship/inside/festal/images/festal000000401.jpg" alt="" hspace="2" vspace="2" width="320" height="207" /></p>
<p>หรือแม้แต่บางคนที่พอมองเห็นบ้าง แต่ก็ไม่ชัด เช่น คนตาสั้น คนตายาว มองได้ไม่ชัด แต่ก็สามารถมองเห็นได้บ้าง และทำอะไรหลายๆ อย่างได้เหมือนกับคนตาดีเหมือนกัน</p>
<p>ท่านพอมองภาพออกไหม? ตาบอด ตาดี ตาไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับว่า เขาคนนั้นกำลังจะทำอะไร???</p>
<p>ในทางปฏิบัติทางใจก็เหมือนกันครับ</p>
<p>บางคนเห็น บางคนไม่เห็น บางคนเห็นไม่ชัด บางคนเห็นชัด แต่เป้าหมายในการเรียนรู้ก็เพื่อกำจัดทุกข์ ภัย โรค จะตาดี ตาไม่ดี ก้สามารถเรียนรู้กันได้เหมือนกัน</p>
<blockquote><p><em><strong>แต่บางคนอาจจะมีเครื่องมือช่วยในการเรียนได้ดีกว่าเท่านั้นเอง</strong></em></p>
<p>เครื่องมือนั้นก็คือ <strong>&#8220;วิชาธรรมกาย&#8221;</strong> นั่นเองครับ</p></blockquote>
<p>ที่ว่ามานี้ก็เพื่อบอกให้กับท่านที่ยังไม่เห็นวิชา ให้ท่านมองข้างประเด็นเรื่องของการเห็นไปก่อน แล้วมาเรียนในประเด็นอื่นๆ ล่วงไปก่อน เช่น อ่านตำราให้เกิดความรู้ก่อน หรือมุ่งสร้างบารมีไปก่อนตามกำลัง ครับ</p>
<p>แล้วการเห็นจะตามมาเอง</p>
<p>มีบาง case ที่ผมเจอมา พบว่า บางคนที่ึฝึกนั้น บางคนเห็นแล้ว แต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเห็นก็มี เพราะความลังเลสงสัยที่เกิดขึ้น เมื่อไม่ยอมรับก็ติดอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ ไม่ไปไหน กรณีอย่างนี้ก็มี</p>
<p>ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาเกิดขึ้นมาก็เพราะ<strong>การขาดความรู้ความเข้าใจในการเรียนรู้และการศึกษาวิชาธรรมกาย</strong>นั่นเองครับ</p>
<p>ดังนั้น ข้อแนะนำสำหรับท่านที่ยังไม่เห็นวิชา ในมุมมองของผม ก็คือ</p>
<p>ขอให้ท่านเปรียบเทียบการเรียนวิชาธรรมกาย เหมือนกับการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ครับ โดยให้เข้าใจก่อนว่า วิชาธรรมกายคือเครื่องมือทดลอง เปรียบเหมือนกับเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง</p>
<p>สำหรับท่านที่ยังไม่เห็นวิชาก็เปรียบเหมือนกับว่า ท่านยังไม่มีเครื่องมือทดลอง ไม่มีหลอดทดลอง ไม่มีห้อง lab ให้ลอง ไม่เป็นไรครับ ท่านจะรอให้มีอุปกรณ์ก่อนแล้วท่านค่อยเรียนหรือ? ผมคิดว่าไม่่ใช่วิธีที่ฉลาดแน่ วิธีที่ดีก็คือ ให้ท่านศึกษาจากตำราก่อน ให้ท่านรู้ทางทฤษฎีไปก่อน พอรู้แล้วต่อไปพอมีโอกาสได้จับเครื่องมือทดลอง ก็สามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว นี่คือความฉลา่ดในการเรียนรู้ครับ</p>
<p>และแน่นอนว่า ถ้าท่านจะอ่านจะเรียนอย่างเดียว แล้วก็รอให้มีห้องทดลองลอยมานั้น ก็คงเป็นไปได้ยาก ท่านจะต้องไปค้นหา หรือเก็บเงินซื้อมา นั่นคือ ท่านต้องสร้างบารมีไปด้วย ควบคู่กันไปตามความเหมาะสมของท่านเอง และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกอย่างพร้อมมูล เราก็จะสามารถศึกษาเรียนรุ้วิชาธรรมกายได้อย่างชัดแจ้งแน่นอนครับ</p>
<p>สำหรับท่านที่เห็นวิชาแล้ว ก็อย่าเพิ่งทนงตัวว่า เราเหนือกว่าคนอื่นเขา ถ้าท่านไม่มีีความรู้กำกับแล้ว เราอาจจะทำบางอย่างไปโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจจะเกิดโทษแก่ตัวได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว เปรียบเหมือนกับ เราเข้าไปในห้องทดลอง ดดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย แล้วก็หยิบโน่น หยิบนี่มาทดลองเล่น ซึ่งอาจจะไปเจอสารเคมีอันตราย หรือเกิดการระเบิด เกิดอันตรายต่อตัวเองได้ ฉันใดก็ฉันนั้นครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-242" title="whirl" src="http://trainers.wisdominside.org/wp-content/uploads/2009/08/whirl.jpg" alt="whirl" width="402" height="301" /></p>
<p>ที่เล่ามานี้พอจะเข้าใจไหมครับว่า อะไรสำคัญที่สุด??</p>
<blockquote><p>สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;ความรู้&#8221;</strong></span> คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การศึกษาวิชาธรรมกายบรรลุผลสำเร็จครับ</p></blockquote>
<p>จะทำอะไรก็ตาม จงเอาความรู้นำหน้าเสมอ หรือแทม้แต่ท่านที่มีญาณทัสสนะแล้วก็จงอย่างได้ไปเชื่อญาณทัสสนะนั้นเต็มร้อย แต่จงหาความรู้ทางวิชาธรรมกายที่ท่านมีมาอธิบายสิ่งที่ท่านเห็นว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ของจริงของหลอก แล้วจะแก้ไขอย่างไร เป็นต้น</p>
<p>พูดถึงเรื่องของการเห็นหรือญาณทัสสนะนี้  เรื่องยาว เอาไว้ค่อยๆ มาคุยกันต่อไปในคราวต่อๆ ไปก็แล้วกันครับ</p>
<p>ตอนนี้สอนอยู่ที่ ร.ร.บางแค (เนื่องสังวาลย์อนุสรณ์) กทม. ครับ และจะสอนช่วงรวมบ่ายแล้ว ต้องขอตัวไปสอนก่อนแล้วครับ อย่าลืมติดต่อกันทาง twitter นะครับ</p>
<p>ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการศึกษาเรียนรู้วิชาธรรมกายทุกท่านเลยครับ สวัสดีครับ</p>
<img src="http://trainers.wisdominside.org/?ak_action=api_record_view&id=115&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/05/visulize-see-when-meditation-practice-componance/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มุมของผู้สอน : KPI (Key Performance Indicator) จำเป็นอย่างมากในการบริหารจัดการ&#8230;(แก้ไขแล้ว)</title>
		<link>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/04/kpi-key-performance-indicator-and-dharmma-teach/</link>
		<comments>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/04/kpi-key-performance-indicator-and-dharmma-teach/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Aug 2009 03:29:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>saiparn</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเผยแพร่วิชาธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[คุยกันฉันเพื่อน]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกผลการสอน]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์ธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หมวดทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนอย่างรวดเร็ว]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[แบ่งปันเรื่องราวดีๆ]]></category>
		<category><![CDATA[Key Performance Indicator]]></category>
		<category><![CDATA[KPI]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารจัดการการสอน]]></category>
		<category><![CDATA[การสอนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จำเป็นอย่างมาก]]></category>
		<category><![CDATA[มุมของผู้สอน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://trainers.wisdominside.org/?p=109</guid>
		<description><![CDATA[มุมของผู้สอน : KPI (Key Performance Indicator) จำเป็นอย่างมากในการบริหารจัดการ&#8230;
สวัสดีครับเพื่อนในธรรมที่รักทุกท่าน
เป็นอย่างไรบ้างครับ ไปสมัคร twitter กันมาบ้างแล้วหรือยังครับ ถ้าบางคนเล่นไม่เป็นก็ไม่เป็นไรนะครับ ติดตามการเคลื่อนไหวของผมได้ที่หน้า Homepage : http://wisdominside.org ได้เลยครับ ซึ่งผมจะ Update การเคลื่อนไหวให้ได้รู้กันว่าเรามีกิจกรรมอะไรกันบ้าง อย่างหนึ่งที่เห็นประโยชน์ได้ชัดจากเครื่องมือนี้ก็คือ ถ้าหากวันไหนผมไปโรงเรียนใด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น วันนั้นมีสอนทั้งวัน แต่ทางเราเห็นว่า สามารถที่จะรวมเด็กได้ ก็จะรวมให้จบภายในเครึ่งวัน ผมก็จะประกาศทาง Twitter ก็จะทำให้วิทยากรที่จะไปร่วมสอนด้วยนั้น ไม่ต้องมาเก้อ

ซึ่งผมเห็นว่า เป็นประโยชน์อย่างมากต่อไปในอนาคตถ้าการสอนได้ขยายออกไปมากขึ้น และมีทีมงานที่อยากจะสร้างบารมีด้วยวิธีนี้มากขึ้นด้วย ท่านก็เพียงแค่เข้าไปในเว็บไซต์ของเรา ก็สามารถที่จะรู้ความเคลื่อนไหวได้ตลอด ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #ff0000;">มุมของผู้สอน :</span> <span style="color: #ff6600;">KPI (Key Performance Indicator)</span> จำเป็นอย่างมากในการบริหารจัดการ&#8230;</strong></p>
<p>สวัสดีครับเพื่อนในธรรมที่รักทุกท่าน</p>
<p>เป็นอย่างไรบ้างครับ ไปสมัคร twitter กันมาบ้างแล้วหรือยังครับ ถ้าบางคนเล่นไม่เป็นก็ไม่เป็นไรนะครับ ติดตามการเคลื่อนไหวของผมได้ที่หน้า Homepage : <a href="http://wisdominside.org" target="_blank">http://wisdominside.org</a> ได้เลยครับ ซึ่งผมจะ Update การเคลื่อนไหวให้ได้รู้กันว่าเรามีกิจกรรมอะไรกันบ้าง อย่างหนึ่งที่เห็นประโยชน์ได้ชัดจากเครื่องมือนี้ก็คือ ถ้าหากวันไหนผมไปโรงเรียนใด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น วันนั้นมีสอนทั้งวัน แต่ทางเราเห็นว่า สามารถที่จะรวมเด็กได้ ก็จะรวมให้จบภายในเครึ่งวัน ผมก็จะประกาศทาง Twitter ก็จะทำให้วิทยากรที่จะไปร่วมสอนด้วยนั้น ไม่ต้องมาเก้อ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-233" title="twitter-for-iphone_1210832119703" src="http://trainers.wisdominside.org/wp-content/uploads/2009/08/twitter-for-iphone_1210832119703.png" alt="twitter-for-iphone_1210832119703" /></p>
<p>ซึ่งผมเห็นว่า เป็นประโยชน์อย่างมากต่อไปในอนาคตถ้าการสอนได้ขยายออกไปมากขึ้น และมีทีมงานที่อยากจะสร้างบารมีด้วยวิธีนี้มากขึ้นด้วย ท่านก็เพียงแค่เข้าไปในเว็บไซต์ของเรา ก็สามารถที่จะรู้ความเคลื่อนไหวได้ตลอด นี่แหละครับ เทคโนโลยีที่ก้าวไกลออกไปมาก</p>
<p><img class="alignright" style="margin: 10px;" title="KPI" src="http://www.pemms.co.uk/assets/images/kpi.jpg" alt="" width="280" height="186" />วันนี้สิ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือ การพิจารณาถึง<strong> KPI</strong> หรือ <strong>Key Performance Indicator</strong> ซึ่งก็คือ ตัวชี้วัดในการพิจารณาถึงสมรรถภาพในการทำงาน ซึ่งจะทำให้เห้นถึงเกณฑ์ในการวัดผลการทำงานที่มีผลทั้งประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และอื่นๆ อันจะส่งผลไปยังผลลัพท์สุดท้ายก็คือ ความสำเร็จในงานนั้นๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งผมจะนิยามเครื่องมือในการบริหารงานตัวนี้ในทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับการทำงานของเราครับ</p>
<p>ในการทำงานของทีมงานเรานั้น แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้นำเครื่องนี้มาใช้อย่างจริงๆ จังๆ ก็ตาม แต่ต่อไปก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเครื่องมือในการบริหารต่างๆ มาประยุกต์ใช้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่สอนธรรมมีปัญหาในการสอน ในการเผยแพร่ก็คือ <strong>ผู้สอนมักจะใช้ตัวชี้วัดของตัวเองเป็นเกณฑ์ในการดำเนินงาน</strong> หรือที่เราเรียกว่า <strong>&#8220;เอาตัวเราเองเป็นเกณฑ์ตัดสิน&#8221;</strong> ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ผ่านการสอนมามากนั้นพบว่า ถ้าหากยึดความคิดของเราเองนี้ การสอนจะมีปัญหาตามมาื ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่</p>
<p>แม้ในการสอน การทำงาน การตลาด การขาย ก็ต่างสอนไว้ว่า ถ้าเป็นในวงการธุรกิจ <strong>ต้องมุ่งเน้นที่ลูกค้า </strong>ถ้าเป็นในวงการศึกษา ก็ต้องเน้น<strong>ที่นักเรียน </strong>เป็นต้น และแน่นอน ในทางธรรม จะสอนอะไรให้กับใครนั้น ก็ต้องเน้นไปที่ผู้ที่ได้รับการฝึก ต้องพิจารณาว่าจะให้เท่าไหร่ เรามี 10 คนที่เราจะสอนนั้น จะรับได้เท่าไร ถ้ารับได้ 2 แต่ป้อนไป 5 ก็เกิน สิ่งที่เกินไม่นั้นมีทั้งคุณและโทษ นี่คือ <strong>ศิลปะในการสอน</strong> หรือวิชาครู นั่นเอง</p>
<p>จากประสบการณ์ที่ผมกับครอบครัวได้ออกไปสอนตามโรงเรียนมากว่า 10 ปีนี้ ได้ผ่านการลองผิดลองถูกมากมากมาย ได้ผลทั้งดีและไม่ดี ซึ่งเราก็นำบทเรียนเหล่านั้นๆ มาสรุปเป็นบทเรียนต่างๆ และถ้าถามว่าผลที่ได้เป็นอย่างไร ก็อย่างที่ท่านเห็นจากผลการสอนแล้วว่า เราสอนได้มากขึ้นโรงเรียนให้การยอมรับ</p>
<p>ซึ่งการที่โรงเรียนให้การยอมรับนี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้มองในมุมของตัวผู้สอนเลย ผู้สอนไปสอนก็อยากให้นักเรียน หรือผู้ได้รับการฝึกเห็นดวงธรรม เห็นกายธรรม ซึ่งเรารู้ดีกว่า เมื่อผู้ใดสามารถเข้าถึงดวงธรรมและกายธรรมได้แล้ว สิ่งที่ดีๆ ต่างๆ ก็จะตามมามากมาย แต่คนอื่นไม่ได้รู้เหมือนเรา อย่างกรณีของโรงเรียนนี้ เขาไม่รู้หรอกว่า เด็กนักเรียนนั่งแล้วเห็นดวง เห็นกายโน้นกายนี้แล้วจะดี เขาดูง่ายๆ ตรงที่ว่า</p>
<blockquote>
<ol>
<li><span style="color: #ff6600;"><strong>เราสามารถที่จะคุมเด็กนักเรียนให้อยู่ในการเรียนการสอนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยหรือไม่?</strong></span></li>
<li><span style="color: #ff6600;"><strong>เราสามารถสอนโดยนำเนื้อหาทางธรรม (สมาธิภาคปฏิบัติ) ไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับการเรียนการสอน หรือชีวิตประจำวันของนักเรียนได้หรือไม่</strong></span></li>
</ol>
</blockquote>
<p>ซึ่งรวมทั้งบุคคลทั่วไปก็ด้วยเช่นกัน หากเราต้องการสอนให้ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ ก็ต้องดูที่ เกณฑ์ของผู้ที่มารับการฝึกจากเรา ว่า เขาต้องการอะไร? ไม่ใช่ว่า เราต้องการอะไร เช่น เราต้องการต่อวิชาให้ได้ 4 กายธรรมหรือ 18 กาย เพราะเชื่อว่า พอคนได้วิชาแล้วจะดีทุกคน ซึ่งในความจริงแล้วไม่เสมอไป แต่ล่ะคนมีความแตกต่างกันมากมาย บางทีเขาอาจจะต้องการเพียงแค่ให้ใจสงบ หรือให้ประสบความสำเร็จในชีิวิตทางโลกก็ได้</p>
<p>ดังนั้น ในการเป็นผู้สอน จำเป็นต้องหาเกณฑ์ในใจของผู้รับการฝึกให้ได้ โดยการมุ่งเน้นที่นักเรียน หรือลูกค้าของเราว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>เขาต้องการอะไร</strong></span></p>
<p>เมื่อรู้แล้ว เราค่อยมาจัดการว่า จะนำความรู้อะไรไปให้เขาที่จะเป็นประโยชน์ต่อเขามากที่สุด โดยที่คงหลักการของวิชาให้ถูกต้องบริบูรณ์ เป็นการเรียนการสอนแบบร่วมกันเรียนรู้ Win &#8211; Win เราก็ได้บุญ ผู้เรียนก็ได้ความรู้ที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเขา  และแน่นอนที่สุด จะเกิดการบอกต่อ หรือที่เรียกกันว่า <strong>Word of mouth</strong> นั่นเอง</p>
<p>การที่ทีมงานของเราคิดและทำกันมาในลักษณะนี้ จึงส่งผลให้การสอนธรรมกว้างไกลออกไปมากมาย ไปสอนโรงเรียนนี้ โรงเรียนก็บอกต่อไปโรงเรียนต่อๆ ไปดังนั้น การสอนได้เดือนล่ะเป็นหมื่นๆ คน จึงไม่ใช่เรื่องที่บังเอิญแต่อย่างใดครับ</p>
<p>ดังนั้น มีเพียงวิชาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีด้วย จึงจะทำให้การสอน การเผยแพร่สำเร็จได้ตามที่เราต้องการ</p>
<p>ขอให้จับหลักให้ได้ มองภาพรวมให้ออก ใจกว้าง และใช้สามัญสำนึกให้ดีครับ</p>
<p>โดยสรุปก็คือ จะสอนอะไร จงให้ความสำคัญไปที่ความต้องการของผู้เรียนเป็นสำัคัญ หรือที่เราเรียกกันว่า ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จากนั้นสอนเท่าที่เขาต้องการโดยประยุกต์พลิกแพลงการนำเสนอไปตามสถานการณ์ โดยที่คงหลักการไว้อย่างถูกต้องบริบูรณ์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>นี่คือ </strong><strong>หนึ่งในวิชาครู ที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ และที่สำคัญอย่างยิ่ง ประสบการณ์ในการสอนมายาวนาน จึงจะทำให้การสอนการเผยแพร่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล</strong></span>ครับ</p>
<p>ขอให้ทุกคนมีความสุข และประสบความสำเร็จสมหวังทุกประการ สำหรับวันนี้เท่านี้ก่อนนะครับ ไว้คราวเจอกันใหม่ในคราวหน้าครับ</p>
<p>สวัสดีครับ</p>
<img src="http://trainers.wisdominside.org/?ak_action=api_record_view&id=109&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://trainers.wisdominside.org/2009/08/04/kpi-key-performance-indicator-and-dharmma-teach/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิชาธรรมกาย เป้าหมาย และ วิธีในการศึกษา ในวิถีทางที่ต่างกันไป</title>
		<link>http://trainers.wisdominside.org/2009/07/20/dhammakaya-educate-metho/</link>
		<comments>http://trainers.wisdominside.org/2009/07/20/dhammakaya-educate-metho/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2009 15:58:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>saiparn</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเผยแพร่วิชาธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[คำถามยอดฮิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุยกันฉันเพื่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์ธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[สอนอย่างไรให้ได้ผล?]]></category>
		<category><![CDATA[หมวดทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนอย่างรวดเร็ว]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[แบ่งปันเรื่องราวดีๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีพหุปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีทางที่ต่างกันไป]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีในการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[โฮวาร์ด การ์เนอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://trainers.wisdominside.org/?p=90</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีครับเพื่อนๆ ในธรรมที่น่ารักทุกๆ ท่าน
หัวข้อในวันนี้ที่ผมจะพูดถึงก็คือ &#8220;วิชาธรรมกาย เป้าหมาย และ วิธีในการศึกษา ในวิถีทางที่ต่างกันไป&#8221; ท่านก็คงเกิดคำถามต่อไปว่า ทำไมถึงได้เป็นหัวข้อนี้
วันนี้ผมได้สนทนากับเพื่อนในธรรม (ผมเหมาเอาเลย) ในต่างแดน ขออนุญาตเอ่ยสถานที่ก็คือที่ดูไบ หัวข้อหลักๆ ที่ได้คุยก็คือ การฝึกวิชาธรรมกาย ที่ทำไม๊ ทำไม มันช่างยากเย็นซะเหลือเกิน พลอยทำให้คิดเอาเองว่า ท่าเราจะไม่มีบุญที่จะได้เห็นกับคนอื่นเค้าแล้วล่ะมั้ง
ซึ่งผมเองก็เจอกับคำถามและคำตอบทำนองนี้มามาก
สำหรับผมนั้น ผมคิดเอาเองนะครับว่า เรื่องของบุญบารมีนั้น ก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งแล้วยังไง ท่านหรือใครจะรู้จริงว่า เรามีบารมีมาแล้วเท่าไร? แค่ได้เกิดมาผมก็ว่าไม่ธรรมดาแล้ว แล้วถ้ายิ่งเกิดมาแล้วเจอกับสิ่งที่ดีๆ อย่างวิชาธรรมกายนี้ ผมว่ายิ่งไม่ธรรมดาไปใหญ่ ดังนั้นตามความเห็นของผมนั้น การคิดแบบตัดช่องน้อยแต่พอตัวนี้ ไม่คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาแล้วเจอกับวิชาธรรมกายนี้ครับ
ในทางโลกนั้น ได้กล่าวถึงความฉลาดไว้มากมาย ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีครับเพื่อนๆ ในธรรมที่น่ารักทุกๆ ท่าน</p>
<p>หัวข้อในวันนี้ที่ผมจะพูดถึงก็คือ <span style="color: #ff6600;"><strong>&#8220;วิชาธรรมกาย เป้าหมาย และ วิธีในการศึกษา ในวิถีทางที่ต่างกันไป&#8221;</strong></span> ท่านก็คงเกิดคำถามต่อไปว่า ทำไมถึงได้เป็นหัวข้อนี้</p>
<p>วันนี้ผมได้สนทนากับเพื่อนในธรรม (ผมเหมาเอาเลย) ในต่างแดน ขออนุญาตเอ่ยสถานที่ก็คือที่ดูไบ หัวข้อหลักๆ ที่ได้คุยก็คือ<strong> <span style="color: #000080;">การฝึกวิชาธรรมกาย ที่ทำไม๊ ทำไม มันช่างยากเย็นซะเหลือเกิน</span> </strong>พลอยทำให้คิดเอาเองว่า <strong>ท่าเราจะไม่มีบุญที่จะได้เห็นกับคนอื่นเค้าแล้วล่ะมั้ง</strong></p>
<p>ซึ่งผมเองก็เจอกับคำถามและคำตอบทำนองนี้มามาก</p>
<p>สำหรับผมนั้น ผมคิดเอาเองนะครับว่า เรื่องของบุญบารมีนั้น ก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งแล้วยังไง ท่านหรือใครจะรู้จริงว่า เรามีบารมีมาแล้วเท่าไร? แค่ได้เกิดมาผมก็ว่าไม่ธรรมดาแล้ว แล้วถ้ายิ่งเกิดมาแล้วเจอกับสิ่งที่ดีๆ อย่างวิชาธรรมกายนี้ ผมว่ายิ่งไม่ธรรมดาไปใหญ่ ดังนั้นตามความเห็นของผมนั้น การคิดแบบตัดช่องน้อยแต่พอตัวนี้ ไม่คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาแล้วเจอกับวิชาธรรมกายนี้ครับ</p>
<p>ในทางโลกนั้น ได้กล่าวถึงความฉลาดไว้มากมาย ดังทฤษฎีของ <strong>ศ. ดร.โฮวาร์ด การ์เนอร์</strong> ที่โด่งดังที่ชื่อ <strong>ทฤษฎีพหุปัญญา</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-225" title="8mi1" src="http://trainers.wisdominside.org/wp-content/uploads/2009/07/8mi1.jpg" alt="8mi1" width="415" height="392" /></p>
<p>เคยได้ยินกันไหมครับ???</p>
<p>ทฤษฎีนี้บอกไว้ว่า คนเรามีความฉลาดที่แตกต่างกันออกไปมากมาย บางคนเก่งตัวเลขบางคนเก่งทางร่างกาย บางคนเก่งทางด้านสนุทรีย์ ฯลฯ</p>
<p>แต่ปัญหาก็คือ <strong>วิธีที่จะวัดความเก่งที่นิยมในปัจจุบันวัดได้แค่ 2 อย่าง คือ ด้านภาษา กับตัวเลข</strong> ทำให้เราให้ค่านิยมกับคนที่มีความเก่งด้านนี้ว่า เป็นคนฉลาด แต่ได้หลงลืมความเก่งด้านอื่นๆ ไป</p>
<p>กับวิชาธรรมกายก็เช่นเดียวกัน ไม่ต่างกันเลย</p>
<p>ดังคำที่อาจารย์ได้บอกไว้ว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;ธรรมกายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน&#8221;</strong></span> คือ ต่างคน ต่างก็มีความเก่ง ความถนัด ฯลฯ ที่ไม่เหมือนกัน แล้ววิธีที่จะวัดว่า ใครเป็นธรรมกายเจ๋งแค่ไหน เอาอะไรเป็นตัววัดล่ะครับ</p>
<p>ขอตอบแบบฟันธงเลยว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;<span style="text-decoration: underline;">การเห็น</span>&#8220;</strong></span> ซึ่งเราๆ หลายๆ คนก็มักจะเอาเกณฑ์ตัวนี้มาตัดสินว่า คนที่ได้ธรรมกายจะต้องเห็นและจะเห็นโน่นเห็นนี่&#8230; ก็ว่ากันไป</p>
<p>ตามความเห็นผมแล้ว นี่เป็นเพียงเกณฑ์การวัดเล็กๆ อย่างหนึ่งเท่านั้น ยังมีอะไรที่มากไปกว่านั้นมากมาย</p>
<p>กลับมาดูที่การศึกษาวิชาธรรมกายของเรา หลายๆ ท่านก็มักจะคิดว่า จะเรียนวิชาธรรมกายได้ <strong>ต้องให้เห็นก่อน</strong> ถึงจะไปต่อไป ถ้ายังไม่เห็นก็จงเพียรนั่งต่อไปให้เห็นให้ได้ ถ้ายังทำไม่ได้แสดงว่าบุญไม่ถึง ให้ทำบุญไปก่อน แล้วจะเห็นเอง ขอเรียนว่า วิธีนี้ก็เป็นเพียงวิธีเรียนรูปแบบหนึ่ง</p>
<p>ขอให้ท่านนึกถึงความเป็นจริงที่ว่า พูดถึงการเห็นนั้น<strong> <span style="color: #ff6600;">&#8220;เด็กเห็นง่ายกว่าผู้ใหญ่&#8221;</span></strong></p>
<p>ผู้ใหญ่มักจะเห็นได้ยาก นั่งไปก็มักจะมืด เมื่อย วังเวง หรืออาจจะีความหวังอยู่ลึกๆ ว่า ก็ยังมีสิทธิ์เห็น</p>
<p>ขอย้ำว่า <strong><span style="text-decoration: underline;">นี้คือวิธีการเรียนแบบหนึ่งเท่านั้นเอง</span></strong></p>
<p>เส้นทางในการเรียนรู้แต่ล่ะท่านไม่มีมีเส้นทางเดียว ไม่ได้มีแบบเดียว</p>
<p>ทำไมต้องรอให้เห็นก่อนแล้วค่อยศึกษาเนื้อหาวิชาล่ะครับ</p>
<p>เด็กก็มีวิธีเรียนแบบเด็ก และ&#8230;&#8230;</p>
<p>ผู้ใหญ่ก็มีวิธีเรียนแบบผู้ใหญ่เช่นกัน</p>
<p>ซึ่งก็ไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัวซะด้วยซิครับว่า แบบไหนจะเหมาะกับเรา&#8230;.</p>
<p>ขอให้ท่านเปิดโลกทัศน์ตัวเองให้กว้าง แล้วลองคิดตามดูซิว่าที่ผมได้กล่าวมานี้ จริงหรือไม่?</p>
<blockquote><p>การเรียนมีทั้งแบบ <strong>Passive</strong> คือ ฝ่ายรอ รอให้มันเกิดเอง หรือแบบ<strong> Active </strong>คือ ฝ่ายกระทำ</p></blockquote>
<p>เป้าหมายในการเรียนก็คืออย่างเดียวกันคือ <span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ให้บรรลุธรรม</strong></span></span></p>
<p>แล้วท่านจะเป็นฝ่ายรอ หรือกระทำดีล่ะครับ</p>
<p>ท่านลิขิตเองได้ อย่าลืมว่า อายุท่านเหลืออีกเท่าไร?????????</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-94" title="time" src="http://trainers.wisdominside.org/wp-content/uploads/2009/07/time.jpg" alt="time" width="441" height="310" /></p>
<p>มีอะไรก็คอมเม้นต์คุยกันครับ หรือไปคุยที่<a href="http://forum.wisdominside.org/" target="_blank"><strong>เว็บบอร์ด</strong></a>นะครับ สำหรับวันนี้เท่านี้ก่อน</p>
<p>และขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ ครับผม</p>
<img src="http://trainers.wisdominside.org/?ak_action=api_record_view&id=90&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://trainers.wisdominside.org/2009/07/20/dhammakaya-educate-metho/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

