“รู้ญาณ” ที่เกิดขึ้น ฟังหูไว้หู มีมาก็ดู ไม่มีมาก็ไม่เป็นไร
สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่รักทุกคน
วันนี้ผมมาแต่หัวค่ำเลย ว่าจะมาเขียนบันทึกก่อน แล้วค่อยทำงานต่อ วันนี้ไปสอนที่ ร.ร. วัดแจงร้อน สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ กทม. – 9 กุมภาพันธ์ 2553 มาครับ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูรูปภาพบรรยากาศการสอนตามลิงค์ที่ให้ไว้ได้เลยนะครับ :D
วันนี้อยากจะพูดถึงเรื่องของ “รู้ญาณ” กันดีกว่า
สำหรับคนที่อยู่ในวงการการศึกษาธรรม คงรู้จักคำว่า “รู้ญาณ” กันดี โดยเฉพาะในหมู่คนที่ศึกษาวิชาธรรมกาย ย่อมมีความต้องการที่จะ “เห็น” ภายในด้วยกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งการ “เห็น” นี้ ก็คือ รู้ญาณนั่นเองครับ
แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า “รู้ญาณ” นั้น มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแต่ “เห็น” อย่างเดียว รู้ญาณดังกล่าว อาจจะมาในรูปแบบของ ความรู้สึก เสียง สัมผัส ฯลฯ ที่เราจะรู้ได้ด้วยตัวเอง
โลกภายนอก กับ โลกภายใน นั้น ดูๆ ไปแล้ว ก็ไม่ต่างกันมากเท่าไรหรอกครับ
โลกภายนอก เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย คอยรับสิ่งกระทบต่างๆ โลกในส่วนละเอียด หรือโลกภายใน ก็ไม่ต่างกัน เพราะ กายเนื้อเรามีอายตนะอะไร กายละเอียดก็มีเช่นเดียวกัน แต่จะมีความสามารถ และศักยภาพที่ต่างกันออกไป
ผมถามเพื่อนๆ ต่อว่า ถ้าเพื่อนๆ เห็นสิ่งข้างนอก เพื่อนๆ เชื่อสิ่งที่เห็นหรือเปล่าว่าเป็นของจริง ถ้าเจอคน มาพูดดีด้วย จะเชื่อเลยไหม? แน่นอนว่า เพื่อนๆ ก็คงไม่เชื่อใช่ไหมครับ
แต่พอปฏิบัติทางใจ ไปเจอสิ่งต่างในทางละเอียด เช่น ไปเจอกับเรื่องราวต่างๆ ไปเจอคน ฯลฯ เรากลับเชื่ออย่างไม่พิจารณาเลย นี่คือ กับดักสำคัญของคนที่ศึกษาวิชาธรรมกายครับ
สิ่งที่เห็นภายใน ตรวจสอบกันลำบาก เพราะหาคนที่ตัดสินถูกจริงๆ นั้นยาก บางคนเห็นไปคนล่ะอย่าง ดังนั้น อย่าไปคิดมาก
เห็นอะไรในขณะที่ทำสมาธิล่ะก็ ฟังหูไว้หูไว้เสมอ ถ้าอยากรู้ ก็ลองตรวจสอบก็ครูบาอาจารย์ แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อ รับฟังไว้ก่อน
สำคัญกว่าันั้น คือ การทำวิชา หรือฝึกสมาธิ ตามขั้นตอนหรือที่เราเรียกว่า เดินวิชา ตามที่ตำราได้บอกเป็น Roadmap ไว้ให้ดี อะไรที่พาให้ออกนอกเส้นทาง ก็อย่าเพิ่งไปซุกซนดู
อ่ะ ตัวอย่างหน่อยล่ะกันครับ
สมมุติว่า ถ้าตำราบอกให้ พอเดินวิชาจากกายมนุษย์เข้าหากายมนุษย์ละเอียด เพื่อนๆ ก็จะต้องเห็นกายมนุษย์ล่ะเอียด ของเรา ตามลักษณะที่ตำราไว้ว่าไว้ ไม่ใช่พอเดินวิชามาถึงจุดนี้กลับไปเห็น ญาติเรา หรือตัวเลข 55555+ พอเข้าใจไหมครับ
จุดประสงค์ของการเดินวิชาประจำวันของเราก็คือ ทำความสะอาดใจของเราให้สะอาด ให้สว่างใส เพื่อจะได้เป็นเครื่องมือในการสร้างบารมี และศึกษาธรรมต่อไป อย่าเพิ่งซุกซนไปเห็นโน่นเห็นนี่เลย เดี่ยวกิเลสจะพาให้หลงไป เข้ารกเข้าพง
ผู้ใหญ่ยังพอทำเนา ถ้าเป็นเด็กระวังจะเสียเด็ก ดังนั้น สำหรับเด็กควรควบคุมให้ดีๆ ให้เดินวิชาตามที่ตำรากำหนดไปเรื่อยๆ ก่อน พอโต มีวิจารณญาณมากขึ้น แล้วเหตุผลต่างๆ ก็จะตามมาเอง….
ก่อนจบวันนี้ ผมขอประชาสัมพันธ์นะครับ ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้หลักในการฝึกวิชาธรรมกาย หรือการฝึกใจล่ะก็ ถ้าท่านอยู่ กทม. หรือจัดหวัดใกล้เคียง ขอเชิญมาร่วมฝึกวิชาธรรมกายในหลักสูตร 18 กายกันครับ รุ่นนี้ก็รุ่นที่ 19 แล้ว งานนี้จัดสบายๆ เป็นกันเองครับ รายละเอียด อ่านเพิ่มเติม >>
รับจำนวนจำกัดนะครับ ผมยินดีตอบคำถามทุกคำถามที่ท่านอยากทราบจริงๆ และเท่าที่ผมจะรู้ ไม่มีกั๊ก
อย่าลืมนะครับ จะทำอะไรขอให้จับหลักให้ได้ ให้รู้เป้าหมาย รู้วิธีการที่เหมาะสมกับเรา และทำทุกอย่างด้วยความพอเพียง การเรียนก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนครับ ขอให้เพื่อนๆ มีความสุขมากๆ ทุกๆ คนเลยนะครับ สวัสดีครับ บ๊าย บายยย
Popularity: 2% [?]





พระธรรมจักกัปปวัตนสูตร์ เป็นพระสูตรแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสเทสนา ว่า จกฺขุ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ -จักษุเกิดก่อนเรียกว่าดวงตาเห็นธรรมกาย ญาณเกิดตามมารู้ชัดธรรมกาย ปัญญาเกิดขึ้นต่อรู้คิด ติดตามมาคือวิชชา คือ ญาณ ๓ เกิดขึ้น ต่อเนื่องกันมาอาโลก ความสว่างไสวทั่วทั้งโลกธาตุ เกิดขึ้น ในธรรมกายทั้งหลาย ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน ข้อความตรงนี้ บ่งบอกถึงการเกิดญาณ ต่อจากจักขุการมองเห็น เห็นอะไร เห็นทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-ปฏิปทามรรคที่ถึงความดับทุกข์ ปัญญาเกิด ๓ ทาง คือ สุตมยปัญญา ปัญญาทางพหูสูต ๒.จินตมยปัญญา ปัญญาทางการจินตนาการ ๓.เนปกปัญญา ปัญญาที่รักษาตนเองได้ -วิชชาเกิดขึ้น ๓ ชั้นที่ ๑.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณที่มีสติตามระลึกได้ถึงนิวาสสถานที่เคยอยู่ ๒.จุตุปาตญาณ ญาณที่รู้ถึงการจุติและอุบัติของจิตตน ๓.อาสวกขยญาณ ญาณที่รู้ชัดเจนแห่งการหมดสิ้นอาสวะกิเลสหมักหมมในจิต เมื่องบรรลุล่วงวิชชาสามแล้วทันทีก็เกิดอาโลโก ความสว่างไสวทั่วทั้งโลกธาตุ คักตำราธรรมพระอัตถกถามาครับท่าน ญาณที่ว่า คือ ญาณนี้มิใช่ ญาณเช่นพระเจ้าท่านตรัสว่าถูกต้อง
Leave your response!