ข่าวประชาสัมพันธ์

คุยกันฉันเพื่อน

ประสบการณ์ธรรมกาย

สอนอย่างไรให้ได้ผล?

เรียนอย่างรวดเร็ว

Home » คุยกันฉันเพื่อน, บทความล่าสุด!, เล่าสู่กันฟัง

การติดตามผลการสอน ความผิดพลาดที่ได้ทำมา การตำหนิติเตียนคนอื่น ซึ่งไม่ทำให้เกิดประโยชน์ และหลักวิชาจงยึดไว้ให้จงดี

Submitted by saiparn on Thursday, 28 January 201014 Comments
การติดตามผลการสอน  ความผิดพลาดที่ได้ทำมา การตำหนิติเตียนคนอื่น ซึ่งไม่ทำให้เกิดประโยชน์ และหลักวิชาจงยึดไว้ให้จงดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่รักทุกคน..

ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากเพื่ือนๆ หลายๆ คน ผมถือว่า เรารู้จักกันแล้ว มีความเกี่ยวดองเป็นญาติกันอยู่แล้ว คือ ญาติทางธรรม นั่นเอง ต่อนะครับ กำลังใจที่ว่านี้มาจากหลายที่ด้วยกัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  กำลังใจของท่าน เปรียบเสมือนน้ำอมฤทธิ์ชโลมใจของเราทุกคนที่ได้ออกไปสอน ออกไปเผยแพร่ และร่วมกันเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ  อนุโมทนาด้วยครับ

วันนี้ผมกับครอบครัว และคุณเสรี ได้ไปสอนกันที่ โรงเรียนวัดท่าข้าม สำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยไปสอนมาครึ่งวัน ผลการสอนได้ Update ไว้แล้ว คลิ๊กที่นี่เลยครับ >>

ดูแล้ว เพื่อนๆ สามารถอนุโมทนา หรือให้ความคิดเห็น ติชม ผ่านทางเว็บไซต์ หรือทาง Comment ใน Blog แห่งนี้ หรือ E-mail มาหาทางผมได้เลยนะครับ เรามายินดีในการทำความดีกันครับ

ในรูปคุณเสรี กำลังเข้าต่อวิชาเด็ก แบบตัวต่อตัว สุดยอด Basic ที่จำเป็นต้องทำครับ ผมกับครอบครัว ฝึกต่อวิชาอย่างนี้มาอย่างต่ำ 3 ปี!

1. สิ่งแรกที่ผมจะพูดถึงก่อนก็คือ มีคำถามมาถึงผมว่า “เรามีการติดตามผลการสอนนักเรียนที่เราได้ไปทำการสอนแล้วอย่างไร?”

ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณสำหรับคำถามนะครับ ผมก็ขอเรียนว่า เราทำได้เท่าที่เราสามารถทำได้ครับ กล่าวคือ ทีมงานที่ได้ออกไปทำการสอนนี้ ตัวหลักๆ มี พ่อ แม่ และผม และตอนนี้ก็มีวิทยากรที่เริ่มมาถี่และบ่อยก็คือ คุณเสรี คุณวรุณรัตน์ และคุณอากมลพร ซึ่งถ้าว่างก็จะเดินทางมาร่วมสอนด้วยกัน ที่สำคัญคือ เราไม่ได้มีผลตอบแทนในรูปตัวเงินให้กับวิทยากรแต่อย่างใด แต่ล่ะท่านควักกระเป๋ามาเองทั้งนั้น ดังนี้แล้ว จากข้อจำกัดดังกล่าว จึงทำให้การสอนลำบากนิดหนึ่ง และการตามผลก็ลำบากด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่คิดถึงประเด็นนี้ ซึ่งผมก็ได้หาทางแก้ไขไปตามที่สามารถทำได้ โดยที่มีบางโรงเรียนที่เห็นประโยชน์ เราก็ไปสอนซ้ำให้บ้าง เดือนล่ะครั้งบ้าง สองเดือนครั้งบ้าง ตามแต่โอกาสจะอำนวย แต่ Project ที่ผมจะดำเนินการต่อไปคือ การร่วมมือกับทางโรงเรียนและภาครัฐบาล ในโครงการสังคมสีขาว ดังที่ผมได้เล่าให้ฟังมาแล้ว ก็น่าจะช่วยตอบโจทย์นี้ได้บ้าง ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ครับ ได้เรื่องได้ราวอย่างไร ผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังต่อไป

เอาหละครับมาถึงประเด็นที่สองกันดีกว่า

2. วันนี้ผมได้เกิดแนวคิด หรือเรียกว่า เกิดสำนึกก็ได้ว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่ผมได้ทำผิดพลาดมาก็คือ การตำหนิติเตียนผู้อื่น ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งเราและเขาแต่อย่างใด…

เพื่อนๆ เป็นกันไหมครับ เมื่อเราไปอินกับอะไรเข้า ก็มักจะมองแคบ ไม่กว้าง พูดง่ายๆ ว่า ใจแคบนั่นเอง คิดว่า ของเราดีที่สุด ของคนอื่นไม่ดี หรือดี ก็ไม่สู้เรา ซึ่งผมยอมรัับว่า เป็น และเป็นมากด้วย โดยเฉพาะตอนแรกๆ เวลาเข้าไปในสำนักนี้ ที่นี่สุดยอดที่สุด บางทีทำให้เรามองที่อื่นแย่ไปเลยก็มี

ไอ้เจ้าความคิดนี้ ไม่เพียงไม่ก่อประโยชน์ให้แก่เราในระยะยาวแล้ว กลับส่งผลเสียอย่างมหาศาลต่องานด้วย คือ มีศัตรูเพิ่มมากขึ้น คำโบราณได้บอกไว้ว่า มีมิตรนับร้อยยังไม่พอ แต่มีศัตรูคนเดียว ก็เกินพอ ระยะนี้พอมีเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่างเข้ามาในชีวิต ก็ทำให้คิดได้ ทำให้ปล่อยวางได้มากยิ่งขึ้น เพราะบางอย่างที่เราคิดว่าดี สุโค๊ยยยย ที่สุดแล้ว พอนานๆ ไป สิ่งที่ไม่ดี ก็เริ่มผลุดขึ้นมา

สรุปก็คือ ตอนนี้ ผมก็จะมองแต่สิ่งที่ดีๆ ที่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันทำ ไม่ว่าสำันักไหน? ทำอะไร ถ้าเป็นความดี ก็ทำไป ขออนุโมทนาด้วย

เพราะถ้าผมมีแรงอยู่ 100% ผมต้องเสียแรงไปกับการจับผิดที่อื่น เสีย 60-70% ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เขามาคิดเหมือนเราได้ สู้เอากำลัง เอาแรงทั้งหมด มาทำประโยชน์เท่าที่เราจะทำได้ดีกว่า

พอคิดได้อย่างนี้ก็เกิดความสบายใจครับ เพื่อนๆ คิดว่าอย่างไรกันบ้าง?

วันนี้ผม tweet ไปว่า “จับดี เจอดี ได้ดี ดูดดี ดี ดีดีดี ดีดีดีดี มีแต่ดีเข้ามา” ซึ่งก็คือ เมื่อเราจับหาความดี เราก็จะเจอดี ซึ่งพอเจอ 1 แล้ว ความดีอีก 1 ก็ตามมา เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4  เพราะเป็นไปตามกฎของ Attration law ว่า สิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดเข้าหากัน  และแน่นอนว่า ถ้าเราจับผิด ก็จะเจอแต่ผิด ผิด ผิด

ถึงเวลาที่เราจะมา “จับดี” กันแล้วนะครับ

มาถึงประเด็นสุุดท้ายที่จะมาคุยกันก็คือ

3. หลักวิชาจงยึดไว้ให้จงดี!

จำได้ไหมครับว่า คราวที่ผมผมได้บอกไว้ว่าอย่างไรบ้าง? ผมได้บอกไว้ว่า…

เราต้องแยกให้ออก ระหว่าง 1. หลักวิชาหรือเนื้อหาวิชาธรรมกาย และ 2. การบริหารจัดการการสอน การเผยแพร่ ฯลฯ

ถ้าเราแยก 2 ประเด็นง่ายๆ นี้ไม่ออกหละก็ ความผิดเพี้ยน ความผิดพลาด จะมาหาเราอย่างแน่นอน!

ถ้าเป็นการสอนวิชาธรรมกาย การสอนธรรมภาคปฏิบัติ จากประสบการณ์ที่ได้ทำมานี้ พบว่า มันจะมีกับดักขวางกั้นไว้เป็นจุดๆ ทั้งผู้สอน และผู้เรียน ซึ่งบางกับดัก ก็ได้ทำให้คนติดอยู่กับจุดนี้มาทั้งชีวิตก็มี รายละเอียดจะเอาไว้ว่าวันหลัง วันนี้ยกตัวอย่างง่ายก่อน ดังนี้

  • สำหรับกรณีผู้เรียน :

กับดักแรก ถ้ายังไม่เป็นวิชา ยังไม่เห็นดวง อย่างเพิ่งไปอ่าน หรือเรียนวิชาชั้นสูง

กับดักต่อมา พอเห็นวิชาแล้ว ถ้าเห็นชัด ก็จะเจอปัญหาเรื่องของ “รู้ญาณทัสสนะ” ซึ่งอาจถูกหลอกรู้หลอกญาณได้

กับดักที่ต่อมา ถ้าผ่านมาได้ ก็จะติดตรงที่ความรู้ทางด้านวิชามีจำกัดอีก หรือถ้าความรู้ไม่จำกัด ก็เข้าประเภท รู้แต่ทำไม่ได้ เพราะอำนาจบารมีน้อยเกินไปก็มี

ฯลฯ

  • สำหรับผู้สอน :

กับดักแรก สอนไม่ได้ผล กล่าวคือ ไม่สามารถสอนให้คนเข้าถึงดวงธรรม หรือกายธรรมได้เลย

กับดักต่อมา ถ้าสอนเบื้องต้นได้ ก็จะเจอกับปัญหาความเบื่อหน่ายในการฝึก ของผู้เรียนอันเนื่องจากจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่ชัดเจน ความเบื่อหน่าย ฯลฯ

สำหรับผู้สอนนั้น ผมพบว่า พอสามารถสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลแล้ว ปัญหาที่พบต่อมาย่อมต้องเจอกับ การเบื่อหนายในการฝึกของผู้เรียนแน่นอน มาถึงจุดนี้แล้ว ท่านจะแก้อย่างไร?

ถ้าอยู่ดีๆ ให้ต่อวิชาชั้นสูงไปเลย โดยที่ Basic ยังไม่แน่น แต่ไปก็ล่ม และถ้ายิ่งต่อวิชาสูงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อวิชาผิดเพี้ยนอีก ท่านจะแก้ไขอย่างไร?

ผมขอชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ ผู้เรียน ไม่รู้ถึงคุณค่าของการฝึก อันเนื่องมาจากความเชื่อและศรัทธายังไม่แน่นพอ เมื่อไม่ฝึกสม่ำเสมอ ผลก็ไม่เกิด เมื่อไม่เห็นผล กำลังใจก็จะลดลงเรื่อยๆ แล้วก็เบื่อไปโดยปริยาย

ดังนั้น ท่านในฐานะผู้สอน จะพิจารณาให้ดีกว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิชานั้นพื้นฐานเกินไป หรือคิดว่าวิชายังไม่สูงพอ โดยมาก แค่เห็นดวงธรรม เดินวิชา 4 กายธรรมได้แล้ว ถ้าทำได้สม่ำเสมอทุกวัน ผลในทางที่ดีย่อมเกิดขึ้น ดังนั้น โจทย์ในที่นี่คือ ทำอย่างไร ให้ผู้เรียนเดินวิชาพื้นฐานได้ทุกวัน!

กล่าวง่ายๆ ก็คือ  ยาที่ให้ไปน่ะ ขนาดใช้ได้แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่คนไข้ ไม่ยอมกินยาสม่ำเสมอ ดังนั้น ต้องหาวิธีให้คนไข้กินยาสม่ำเสมอ ถ้าทำได้เมื่อนั้นก็เห็นผล

ดังนั้น ในทางการสอน เราก็ต้องมามุ่งปรับกันที่ส่วนที่ 2 คือ การบริหารจัดการในการสอน นั่นเอง โดยต้องมาหาทางคิดกุศโลบาย คิดเกม หรือกิจกรรม หรือโครงการอะไรก็ได้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน ฝึกอย่างต่อเนื่องทุกวัน สม่ำเสมอ นั่นเอง ไม่ควรไปยุ่งกับตัวเนื้อหาวิชา

พูดง่ายๆ คือ ให้ปรับวิธีสอน ไม่ใช่ปรับวิชา

ที่ว่าปรับวิธีสอนนั่น ก็ได้แก่ ทำกิจกรรมกลุ่ม, หาการ์ตูนมาจูงใจ, ปรับให้เข้ากับการเรียนการสอน หรือหน้าที่การงาน เป็นต้น ผมไม่แนะนำให้ปรับวิชา โดย

—–> ตัวอย่างของการปรับที่วิชาก็คือ พอผู้เรียนเริ่มเห็นวิชาชัดแล้ว ก็พอให้ไปดูโน่นดูนี  หรือเดินวิชาโลดโผน หรืออะไรก็ตามที่ในตำราเบื้องต้นไม่ได้บอกไว้ เพราะสิ่งที่ผมได้กล่าวมานี้ ผู้เรียนสามารถทำได้อยู่แล้ว แต่แน่นอนว่า ผลในทางลบย่อมเกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เวลาคิดต้องคิดหลายๆ มุมมอง อย่าได้คิดแต่เพียงทางบวกฝ่ายเีดียว!

ไว้ผมจะค่อยๆ มาเล่าต่อนะครับว่า ที่ว่าปรับวิธีการสอนนั้น มีวิธีปรับอย่างไรได้บ้าง?

ไว้คราวต่อๆ ไป ผมจะมาเสนอว่า จะเรียนอย่างไรให้ยั้งยืน สอนวิชาธรรมกายอย่างไร เรียนอย่างไรให้มั่นคง ยั่งยืนนะครับ ติดตามต่อไป….

วันนี้ขอพอแค่นี้ก่อน ขอให้เพื่อนๆ ทุกคน มีความสุขกันถ้วนทั่วทุกคนเลยครับ สวัสดีครับ

Popularity: 5% [?]

14 Comments »

  • attasun said:

    อ่านแล้วได้คิดตามหลาย ๆ อย่างเลยครับ ขอบคุณครับป่าน :)

  • saiparn (author) said:

    โอ พี่เต๋า ตามมาอ่านถึงในนี้ ขอบพระคุณมากครับ :D

    ตอนนี้อยากประกาศนโยบาย จับดี ทำดี ไม่สร้างศัตรูเพิ่มแล้วหละครับ ผลทีไ่ด้ไม่คุ้ม แต่บทเรียนที่ได้รับ คุ้มค่า น่าเอามาเล่าต่อครับ จะได้ไม่ทำพลาดแบบผม

    :D

  • สมฤทัย said:

    น่าชื่นชมต่อ การช่วยสร้างสรรค์สังคมไปสู่ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นอย่างยิ่งคะ

    แต่มีบุคลกร ในองค์กรนี้บางคน ได้กระทำในสิ่งที่เป็น เรื่องเสื่อมเสีย ต่อนโยบายนี้อย่างรุนแรง

    และรู้สึกเสียความรู้สึกอย่างมาก ต่อบุคคลากรผู้เป็นเจ้าของกระทู้นี้ หลังจากได้อ่าน

    http://gotoknow.org/blog/dhamma-talk/139626

    ทั้งหมดรู้สึกว่า บุคลากรผู้นี้ ไม่สมกับ คำว่า “วิปัสสนาจารย์”

    อยากให้ทางองค์กรช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยคะ

  • saiparn (author) said:

    เรียน คุณสมฤทัย

    Blog ของคุณเจษฎาได้เขียนไว้นานแล้ว ซึ่งผมก็ได้เพิ่งประกาศไว้ เมื่อวานนี้คือ วันที่ 31 มกราคม 2544 ณ ที่แห่งนี้แล้วว่า ต่อไปจะไม่ว่าร้ายกัน ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการเผยแพร่ของเราซึ่งจะกระทำกันต่อไป และก็ได้ขออโหสิกรรมแล้ว ซึ่งสำหรับผมนั้นเห็นว่า การว่าร้ายกัน หรือโจมตีกันไป โจมตีกันมานั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ นอกจากความบาดหมางและความเป็นศัตรูต่อกันนี่คือเจตนารมณ์ที่ผมต้องการที่จะสื่อออกไปให้สาธารณชนได้รับรู้กันครับ

    ขอเรียนกัยคุณสมฤทัยว่า พวกเราที่ออกไปเผยแพร่นี้ ต่างเป็นอาสาสมัครที่อยากได้บุญ อยากได้บารมี จึงได้ออกไปสอน ไปทำสิ่งที่ต่างคนต่างก็คิดว่าตัวเองถูก ซึ่งบางอย่างก็ควบคุมไม่ได้ บางอย่างก็ควบคุมได้ แต่ก็เกิดความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้น ก็แยกย้ายกันออกไปทำของตัวเอง

    ยังไงเดี่ยวผมจะเขียน ฺBlog ถัดไปให้ได้อ่านกันต่อนะครับ ติดตามครับ เดี่ยวจะส่ง link มาให้อีกทีครับ

  • saiparn (author) said:

    เรียนคุณสมฤทัย ตามอ่านต่อได้ในบทความนี้ครับ http://twurl.nl/m6guby

  • ครูหมี said:

    ผมเข้ามาติดตามดูกิจกรรมของที่นี่รู้สึกสร้างสรรค์ดี ในเรื่องการจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชน
    ผมได้เข้าไปอ่าน http://gotoknow.org/blog/dhamma-talk/98716
    อ่านแล้วรู้สึกตกใจมาก ไม่อยากจะเชื่อในพฤติกรรมของคุณเจษฏา เพราะได้เคยพบเจอแล้วน่าจะเป็นคนมีคุณธรรมสูง ถึงมาสอนธรรมมะคนได้ จึงขอแสดงความเห็นว่า
    ควร พิจารณา เจษฏา ให้ออกไปจากลุ่มเถอะครับ ดูแล้วคนที่เขารักสถาบันวัดพระธรรมกาย เขา จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดแน่ๆ เพราะ นายเจษฏา ไปกล่าวลักษณะ ดูหมิ่นครูบาอาจารย์ ยกตนข่มท่าน เป็นใครก็ไม่ชอบถึง ครูอาจารย์ จะดีไม่ดียังไง เขาก็เคารพรักของเขา และการโอ้อวดอย่างมาก ซึงเป็นการ สร้างศัตรู และทำให้รู้ว่า คุณเจษฏา เป็นบุคคล ขี้อวด ถ้าใครเข้ามาอ่านแล้วคงไม่กล้าให้มาเป็น ครูอาจารย์ ฝึกสอนสมาธิอย่างแน่นอน
    หากศีล บกพร่อง ไปล่วงเกิน เกี่ยวกับเรื่องเพศขึ้นมาจริงๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า คนเรายังไม่หมดกิเลส จะเป็นอันตรายอย่างมากๆ ต่อที่นี่
    มันคล้ายกับปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งบ่อ และการควบคุมบุคลากรให้มีมาตราฐานก็ทำได้ยากครับ

    เพราะขนาดเพื่อนครู ที่เคยเป็นครู ยังพาเด็กรุ่นลูก ลูกศิษย์เข้า โรงแรม เห็นแล้วก็อนาจใจอย่างมาก ตอนนี้ผ.อ.ก็ให้ออกจากราชการไปแล้ว
    ก็ขอมาแสดงความคิดเห็นเท่านี้ครับ

  • saiparn (author) said:

    ขอบคุณความเห็นของครูหมีมากครับ

    ดังที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า วิทยากรแต่ล่ะคนต่างมีความเห็นแตกต่างกัน ถ้ารูหมีลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ จะพบว่ามีอีกหลายท่านที่ใช้ความเห็นได้ดุดัน และค่อยข้างแรงมากกว่านี้หลายคน ซึ่งในจำนวนนั้น บางท่านก็ได้เลยมาร่วมงานกันเรา แต่เราไม่สามารถที่จะควบคุมได้ เนื่องจาก เรามาทำนี้ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเหมือนองค์กรทั่วไป ซึ่งจะให้คุณให้โทษได้ นี่คือข้อจำกัดเราการทำงานของกลุ่มเราที่ผมขอเรียนให้ทราบ

    คุณเจษฎาเองที่ได้แสดงความคิดเห็นในทางที่หลายท่านเห็นว่าไม่เหมาะ ท่านก็ได้แสดงความคิดเห็นในเว็บของตัวเอง หรืออยากจะคุยก็ไปคุยในรายละเอียดกับเจ้าตัวได้นะครับ แต่เวลาที่คุณเจษฎามาร่วมงานสอนนั้น ก็ไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมแต่อย่างใด

    คนเรามีทั้งดีและไม่ดี รวมทั้งผมด้วย แต่ถ้าส่วนที่ดีมีมากกว่าไม่ดี ก็น่าจะรับได้ครับ ซึ่งแน่นอนว่า น้ำหนักของแต่ล่ะส่วนนี้แ่ต่ล่ะคนคงให้ต่างกันไป

    ดังนั้น ถ้าไม่พอใจวิทยากรคนไหน? ในประเด็นอะไร ขอเชิญคุยกับเจ้าตัวได้เลยนะครับ

    แต่ที่ผมได้เีขียนมานี้ คือแนวทางการทำงานที่เราจะทำต่อไป และจะำพยายามทำให้ดีที่สุด อาจจะไม่ดีเสียทีเดียวเลย แต่จะพยายามทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

  • เจษฎา said:

    ขอบคุณในคำวิจารณ์นะครับ

    ผมเองไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโครงการสังคมสีขาวนะครับ แจ้งให้ชัด

    การที่มีผู้หนึ่งผู้ใด ประกาศให้คนไปเผาตำราวิชชาธรรมกายนั้น อันนี้จะปล่อยเฉยไม่ได้ ผมเองรับไม่ได้ แต่ไม่มีสื่อในมือ ก็ต้องหาทางชี้แจง

    ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เขียนไปตามข้อมูล อยากรู้ชัด จัดวงสัมมนาก็ได้ ผมยินดีไปพูดคุยเสมอ ติดต่อผมก็ง่ายนะครับ ผมเปิดตัวในที่แจ้ง ชื่อก็ของจริงหมด ใสๆๆ อย่างนี้ล่ะครับ

    สาธุ เจริญด้วยธรรมภาคขาวนะครับ

  • saiparn (author) said:

    ครับตามที่คุณเจษฎาได้ชี้แจงแล้วนะครับ ใครที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยประการใด ก็ติดต่อไปยังต้นเรื่องได้ตามสมควรนะครับ

    รายละเอียดในการสนทบาบางอย่างอาจจะต้องไปทำความเข้าใจกันในเว็บของเจ้าตัวเอง หรือในเว็บบอร์ดของเราก็ได้ที่ http://forum.wisdominsdie.org ก็ได้ตามสมควรครับ แต่ผมไม่อยากให้ใน Blog แห่งนี้ เป็นเวทีปะทะคารมกัน ถ้าผมเห็นว่า ความเห็นไหนไม่สมควรที่จะนำเสนอผ่านหน้าเว็บนี้ ขออนุญาต Unpublic ไว้ก่อน แต่ขอน้อมรับฟังทุกความเห็นความคิดเห็นด้วยความเคารพครับ

  • จรัญ said:

    ?

  • จรัญ said:

    สอนตัวเองก่อนดีกว่าไหม?
    http://forum.wisdominside.org/index.php?topic=46.0
    นี้นะหรือ ที่พวกคุณเที่ยวบอกคนอื่นว่า “การตำหนิติเตียนคนอื่น ซึ่งไม่ทำให้เกิดประโยชน์ และหลักวิชาจงยึดไว้ให้จงดี” แล้วพวกคุณทำได้รึยังละ?
    โปรดสอน ตนเองและพวกของคุณให้เป็นคนดี ก่อนเถอะ
    “คนดีเขาชอบแก้ไข……คนอะไรชอบแก้ตัว” คนอะไรก็ไปลองคิดดูก็แล้วกัน
    อย่างงี้ เขาเรียกว่าดีแต่ปาก

  • saiparn (author) said:

    น้อมรับความคิดเห็นครับ เพิ่มเติมนิดหนึ่ง

    1. ใน Forum โพสไว้นานแล้ว แต่ใน blog ผมเพิ่งประกาศไปไม่นานนี้เองครับ

    2. ผมเป็นหนึ่งในวิทยากรที่เผยแพร่หลักๆ ผมจะทำตามนโยบายที่ผมได้เขียนไว้ข้างต้น นับจากวันที่ผมได้ประกาศเป็นต้นไป และการสอนการเผยแพร่ของผมจากนี้ไป จะเป็นไปตามนี้ ถ้ามีวิทยากรมาใหม่เพิ่มก็จะดำเนินไปตามนี้ ส่วนวิทยากรท่านอื่น เป็นสิทธิของเขาที่จะทำ ถ้าไม่พอใจอะไรก็ขอให้ไปทำความเข้าใจ หรือ Comment วิทยากรท่านนั้น เป็นคนคนไปนะครับ

    จะให้ความเห็นประการใด ขอให้เจาะจงไปเป็นคนๆ ในกระทู้มีให้แล้ว หรือวิทยากรแต่ล่ะคนก็มี blog ของตัวเองอยู่ คุณสามารถเข้าไปสนทนาได้ตามสะดวกนะครับ

    แต่ผมไม่เห็นด้วยกับที่มาเหมาทั้งกลุ่มว่าไม่ดีหมดนะครับ

  • ตุ่น said:

    เข้ามาศึกษาในเว็ปนี้ ระยะหนึ่ง
    ยิ่งเมื่อเข้าไปศึกษาในwebbordของที่นี่ ก็รู้สึกว่า ทำไม กลุ่มของพวกคุณ ถึงไม่ค่อย มีจรรยาบรรณชัดเจนอะไรเลย เดี๋ยวเปลี่ยนมาเปลี่ยนไป ไม่มีระบบการจัดการที่ชัดเจน หลักๆ จะโจมตีคนโน่น ว่าคนนี้ อวดตนโดยข่มผู้อื่น โดยเฉพาะ สำนักธรรมกายที่ปทุมธานี มันไม่เจริญหรอก ล้าน%
    ถ้ามีของดีจริงก็ ต่างคนต่างทำไปเถอะ
    ก็ยังเห็น คุณเจ้าของกระทู้ ไปร่วมแสดงความเห็นกับเขาด้วย บ่อยๆ ถึงแม้จะไม่ออกอาการมากนัก
    คนอื่นๆมาเห็นก็คงไม่กล้า ให้พวกคุณมาสอนอะไรแน่นอน มันไม่น่าเชื่อถือเอาเลย
    คนที่ดีจริง มีความวิเศษจริง เขาจะเงียบๆ นิ่งๆ ไม่ขี้อวด ไม่ชอบโชว์ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเถอะ
    ขนาด จรรยาบรรณของ เซลล์แมน เขายังไม่ให้โจมตีสินค้าของขู่แข่งเลย เขาแข่งกันที่ คุณภาพสินค้าการบริการ กับ ความจริงใจ ต่อลูกค้า เป็นหลัก

  • saiparn (author) said:

    จริงอย่างที่คุณตุ่นว่านั่นแหละครับ

    ขอบคุณมากครับ สำหรับความเห็น :D

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.