เทคนิคการบริหารจัดการการสอน จงค้นหาปัญหาที่แท้จริง ก่อนที่จะให้ความรู้ต่อผู้รับการฝึก
เทคนิคการบริหารจัดการการสอน จงค้นหาปัญหาที่แท้จริง ก่อนที่จะให้ความรู้ต่อผู้รับการฝึก
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ขณะที่ขับรถไปสอนที่ โรงเรียนวัดชินวราราม อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
ระหว่างเดินทางก็ได้คุยกับพ่อและแม่ถึงกับดักในการสอน ที่มักจะทำพลาดกัน ที่รู้ว่าเป็นกับดักก็เพราะว่า ได้เคยทำพลาดมาแล้ว แต่เนื่องจากเรากล้าที่จะลอง กล้าที่จะทำ และที่สำคัญคือ รู้จักสรุปบทเรียนที่ได้รับมา ก็เลยทำให้เป็นประสบการณ์ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ได้บ้างนะครับ
เนื่องจากเราได้ทำการสอนวิชาธรรมกายกันมานาน และก็ทำกันทุกวัน เราก็ได้นำความรู้เบื้องต้นไปสอนให้กับผู้รับการฝึกทั้ง นักเรียน บุคคลที่สนใจทั่วไป และนักบวช หลักสูตรที่เอาไปสอนนั้น เป้าประสงค์เบื้องต้นก็เพื่อให้ใจของผู้รับการฝึกนั้น เกิดคุณธรรมที่เรียกว่า “หิริโอตตัปปะ” ขึ้นมาโดยธรรมชาติ ซึ่งตามความรู้ทางวิชาธรรมกายได้บอกไว้ว่า ถ้าสามารถเข้าถึงดวงธรรม หรือกายธรรมในท้องของเราได้เมื่อไร คุณธรรมนี้จะออกมาเอง เรียกเป็นภาษาสมัยใหม่ก็คือ Inside – Out นั่นเอง
เราก็สอนมาหลายครั้ง ครั้งแรกๆ ไม่เป็นไร แต่พอสอนซ้ำก็มักจะมีปัญหา ปัญหาคือ ถ้าเป็นเด็กก็จะรู้สึกเบื่อการนั่งสมาธิ โดยหลักสูตรที่เราสอนก็คือ ให้เกิดดวงธรรมในท้อง จากนั้นก็เดินวิชา 4 กายธรรม หลังจากนั้น ถ้ามีเวลาก็เริ่มมีการเดินขึ้นเดินลง หรือที่เราเรียกกันว่า “อนุโลม – ปฏิโลม” นั่นเอง
หลังจากที่ได้สอนไปมากๆ แน่นอนว่าพฤติกรรมของผู้รับการฝึก ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นไปในทิศทางใด การฝึกสมาธิตามแนววิชาธรรมกาย ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้องอีกมาก ได้แก่ บุญบารมีเก่า เป็นต้น ทำให้พฤติกรรมอาจจะยังไม่ดีขึ้นถึงใจผู้สอน อันนี้ผู้่ที่เป็นผู้สอนก็ต้องวางใจให้เป็นกลาง และทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ที่สุด ส่วนผลจะออกมาอย่างไรนั้น เราก็รับรู้ต่อไป
ประเด็นที่ผมจะบอกคือ เวลาที่สอนไปมากๆ แล้ว ถ้าสอนซ้ำหลายๆ ครั้ง ผู้รับการฝึกจะเบื่อ เราในฐานะที่เป็นผู้สอน จะแก้ปัญหาอย่างไร?
ผมอยากให้เราได้รู้ถึงว่า วิชาธรรมกายนั้น เวลาที่สอนเราแบ่งได้เป็น
- เนื้อหาวิชา (ส่วนนี้เปลี่ยนแปลงเองไม่ได้) คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหาวิชานั้น ก็คือ การอธิบายและบอกวิชา 7 ฐาน ก็ไล่ไปตามที่ตำราวิชาธรรมกายได้กำหนดไว้
- การบริหารจัดการการสอน (ส่วนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) ได้แก่ รูปแบบการสอน การเกริ่นนำ การใช้สื่อ การบริหารงานสอน การบริหารทีมงานสอน สไตล์ในการสอน กลยุทธ์การในเผยแพร่ กุศโลบายในการจูงใจ ฯลฯ
ดังนั้น ถ้าเราแยก 2 องค์ประกอบในการสอน 2 อย่างนี้ออกได้ ก็ง่ายขึ้น แต่ปัญหาก็คือ เวลาเอาเข้าจริง เรากลับแยกไม่ออก ทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ วิชาเพี้ยนและผิดโดยไม่รู้ตัว
มาเข้าประเด็นกันเลยดีกว่า
ผมพบว่า โดยส่วนใหญ่ เมื่อผู้รับการฝึก เริ่มเบื่อเพราะต้องฝึกซ้ำๆ ดูเหมือนจะไม่ก้าวหน้า เราในฐานะผู้สอน ต้องมาหาว่า แท้ที่จริงแล้ว ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน จะได้หาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
กรณีของเด็กนักเรียน เป้าหมายในการสอนของเราก็เพื่อให้ใจของเขานั้น เกิดหิริโอตตัปปะ และการจะเกิดได้นั้น ก็เกิดมาจากการเดินวิชาอย่าสม่ำเสมอ แต่การที่เด็กเบื่อ หรือพฤติกรรมยังเปลี่ยนไปไม่มาก หรืออะไรก็ตามแต่นั้น สิ่งที่ผมทำพลาดในสมัยก่อนคือ ผมแก้ที่ตัววิชา คือ คิดว่าเด็กเื่บื่อการเดินวิชา ก็เลยเพิ่มเนื้อหาวิชาเข้าไป เช่น จาก 4 กายธรรม ก็เริ่มให้มาเดิน 8 กายธรรม และ 18 กายตามลำดับ แต่ผลที่พบก็คือ เด็กเบื่อหนักกว่าเก่าเข้าไปอีก
เมื่อสอบถามกับตัวเด็กก็จะพบว่า เขาไม่ได้นั่งสม่ำเสมอ จึงทำให้รู้ว่า ปัญหาที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่วิชาน้อยไป หรือเดินวิชาต่ำเกินไป แต่ปัญหาเกิดจาก “ความสม่ำเสมอ” ในการฝึกต่างหาก
เปรียบเหมือนกับ เราเป็นหมอ ให้ยา่คนไข้ไป แต่พอเวลามาตรวจใหม่ โรคไม่หาย ถ้าเราไม่วินิจฉัยให้ดีเสียก่อน แล้วเพิ่มยา ก็อาจจะทำให้เป็นอันตรายต่อคนไข้ได้
บางที่ที่โรคไม่หาย อาจเกิดมาจาก คนไข้ไม่ยอมกินยาก็เป็นไปได้ ดังนั้น ถึงแม้ให้ยาแรง แต่ถ้าคนไข้เวลากลับไปไม่ยอมกินเสียอย่างเดียว ยาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ยิ่งให้ยาแรง ก็กลับเป็นการทำร้ายผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว นี่คือ การเปรียบเทียบ
ฉันใดก็ฉันนั้นครับ กลุ่มของเราที่ไปสอนกันทุกวันนี้ ไม่ได้ใช้ยาแรงเลย แต่คิดอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไร ให้ผู้รับการฝึก สามารถเดินวิชาเบื้องต้นได้ทุกวัน ถ้าเป็นนักเรียน ก็นั่งให้ได้อย่างน้อยทุกวัน หรือเอาใจมานึกถึงดวงธรรม กายธรรมวันล่ะครั้งก็ยังดี ซึ่งถ้าทำได้ แน่นอนว่า พฤติกรรมต้องเปลี่ยนไปแน่นอน
อย่าลืมว่า วิชาธรรมกาย ยากยิ่งกว่ายาก ยิ่งไปเล่นวิชาชั้นสูงมากเท่าไร? ถ้าไม่รู้จริง โอกาสผิดพลาดเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
สำหรับทีมงานที่เราไปสอนทุกวันนี้ เราเคยได้บอกกับคุณหมอนิพนธ์แล้วว่า ถ้าเป็นวิชาเื้บื้องต้น ไม่เกิน 18 กาย เราจะออกไปสอน แต่ถ้ามีคนต้องการวิชาที่สูงกว่านั้น ก็จะส่งต่อมาให้คุณหมอทำการสอนต่อไป เราจำกัดการทำงานของเราไว้ชัดเจน การเผยแพร่ การสร้างบารมีของเรา ก็จะปลอดภัยและก้าวหน้าอย่างที่เห็นประจักษ์อย่างในทุกวันนี้ครับ
และจริงๆ แล้ว การแก้ปัญหาที่ องค์ประกอบที่สอง คือ การบริหารจัดการในการสอนนั้น ก็ยากยิ่งกว่ายากแล้ว ในการที่จะหากุศโลบาย วิธีการต่างๆ มาทำให้ผู้รับการฝึก สามารถฝึกได้ทุกๆ วัน วิธีการสอนเราเปลี่ยนตลอด แต่เนื้อหาวิชา ยังไงก็ต้องเป๊ะๆ ไม่มีการดัดแปลง
ถ้าทำอย่างนี้ได้ การสร้างบารมี ก็จะต่อเนื่อง ยาวนาน
ที่พูดมานี้ พูดได้ เพราะทำมาแล้วกับตัวเอง และครอบครัว อะไรที่ทำได้ก็จะบอกกัน จะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ
ปล. อ่านใน Blog ที่ผมเขียนนี้ ก็เหมือนเราคุยกันน่ะครับ จะมาหาความถูกต้อง 100% คงไม่ได้ เพราะผมไม่ได้เขียนหนังสือหรือบทความทางวิชาการ ที่เขียนมานี้เป็นบันทึก นึกอะไรมาก็เขียนไป
Popularity: 4% [?]





Leave your response!