ระบบในการวิเคราะห์ วินิจฉัย และกลั่นกรอง ในต่ิอวิชาอย่างไร? ให้การสอนได้ผล!
ระบบในการวิเคราะห์ วินิจฉัย และกลั่นกรอง ในต่ิอวิชาอย่างไร? ให้การสอนได้ผล!
สวัสดีในเช้าที่แสนสุขของวันพุธครับทุกคน
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สบายกันดีหรือเปล่า? ถ้าติดตามผมใน Twitter ของผม ( http://twitter.com/wisdominside ) ก็จะรู้ความเคลื่อนไหวของผมตลอดเลยหละครับ ยิ่งใช้เจ้าเครื่องมือตัวนี้ก็ยิ่งติด เพราะมันมีเสน่ห์ในตัวของมันเองที่ต่างจากการเีขียน Blog และการเล่น MSN โดย Twitter จะช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาดไประหว่าง Blog กับ MSN ได้ครับ อีกทั้งยังทำให้คนเราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นเข้าไปอีกมากๆ เลยหละครับ เทคโนโลยีก็ดี ถ้ารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์และเหมาะสมครับ
สำหรับเนื้อหาใน twitter ที่ผมนำเสนอนั้น ส่วนมากก็จะเป็นความเคลื่อนไหวของผมว่า ผมไปทำอะไรมาบ้าง? ขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ การสอนเป็นยังไง หรือชีวิตส่วนตัวในบางส่วนเป็นอย่างไร? และแง่มุม ความคิดดีๆ ที่มาจากเพื่อนๆ twitter ที่ผมได้ไปตามหรือ Follow นั่นเองครับ โดยคนที่ผมไปตามนั้น แต่ล่ะคนเก่งๆ กันทั้งนั้นเลย ทำให้ผมได้เรียนรู้จากพวกเขา ได้ใกล้ชิดพวกเขามากขึ้น เหมือนอย่างที่คุณ ธันยวัชร์ ไชยตระกูลไชย นักการตลาด นักการศึกษา นัก… ฯลฯ ได้กล่าวไว้ว่า twitter ก็คือการคบกับบัณฑิต นั่นเองครับ
เมื่อวานนี้ผมไปที่งาน “สร้างเครือข่ายการค้า…พัฒนาธุรกิจสัมพันธ์ 2009″ ที่โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรีมาครับ โดยไปรับวุฒิบัตรในหลักสูตร E-Commerce Online รุ่นที่ 3 ครับ โดยที่ไปคราวนี้ก็ได้เปิดหูเปิดตา และได้ความรู้มามากมายทีเดียว และช่วงบ่ายนั้น ท่านอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มากล่าวปาฐกฐา ผมได้จับใจความที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เน้นไปทางอุตสาหกรรม ไปยัง เศรษฐกิจเชิืงสร้างสรรค์ ซึ่งแน่นอนว่า ผลย่อมกระทบมายังทุกภาคส่วนรวมทั้งการศึกษาด้วย
สิ่งที่ทำให้ผมได้คิดก็คือ สิ่งที่พวกเรากำลังสอนกำลังทำอยู่นี้ ก็ได้สนับสนุนนโยบายนี้ของรัฐบาลด้วยอย่างแน่นอน เพราะการจะสอน จะทำให้คนมีความคิดสร้า้งสรรค์นั้น ต้องรู้ว่า แหล่งของความคิดสร้า้งสรรคอยู่ที่ไหน และจะดึงออกมาอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่า “การฝึกใจ” ช่วยได้มากทีเดียวครับ
เพราะอะไร เพราะพอใจหยุด ใจนิ่ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความคิดที่แว๊บเข้ามา หรือที่เรียกกันว่า Inituition แนวพุทธก็เรียกกันว่า ญาณทัสสนะ หรือเราๆ ก็เรียกว่า ลางสังหรณ์ หรือเรียกหรูๆ หน่อยก็ ความคิดสร้างสรรค์ นั่นเอง
แน่นอนว่า ความคิดไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ก็มีทั้งดี และไม่ดีผสมปนเปกันไป รวมทั้งความคิดสร้า้งสรรค์ด้วย วิชาที่เราได้เสนอไว้นี้ ทำให้เราสามารถควบคุมความคิดให้อยู่ในร่องในรอยได้ เปลี่ยนจากไม่ดีเป็นดีได้ เปลี่ยนจากดีให้ดียิ่งขึ้นได้ สุดยอดไหมครับ
ทางโลกก็ได้ ทางธรรมก็ได้ ดีไหมครับ
เรื่องความคิดสร้า้งสรรค์นี้ เอาไว้เรามาค่อยๆ พูดกันต่อไปว่าจะสร้างกันยังไงนะครับ ติดตามๆ
สำหรับวันนี้้มาพูดกันต่อถึงเทคนิคและวิธีในการเข้าต่ิอวิชาสำหรับผู้ที่จะออกไปสอนนะครับ Series การฝึกวิทยากรตรีนี้ หากติดตามกันตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ผมเชื่อว่า การสอนของท่านจะได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์เลยทีเดียวหละครับ
และเมื่อลองทำดูแล้ว ท่านจะรู้ และเข้าใจในสิ่งที่ผมได้นำเสนอไปครับ
เอาหละครับ เมื่อพร้อมกันแล้ว เราไปดูกันเลยนะครับว่า ระบบในการเข้าต่อวิชานั้น เป็นอย่างไร วิเคราะห์ วินิจฉัยกันอย่างไร แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร พร้อมแล้ว ลุยเลยครับ…
อย่างที่ผมได้บอกไว้แล้วในขั้นตอนที่แล้วว่า เมื่อวิทยากรเอก (วิทยากรที่บอกวิชาหน้าห้อง) วัดผล โดยการถามว่า “ใครยังทำดวงใสไม่ได้ หรือ ใครยังไม่เห็นดวงใสให้ยกมือขวาขึ้น”
ท่านในฐานะวิทยากรผู้ช่วย จะทำอย่างไร ระหว่าง
- เดินเข้าไปต่อวิชาเลย โดยเริ่มจากให้ลืมตาดูดวง แล้วไล่ 7 ฐานใหม่หรือ
- หยุด! และหาสาเหตุของปัญหาก่อนว่า “ทำไม ถึงไม่เห็น หรือทำดวงใสไม่ได้”
ผมขอแนะนะว่า ให้เราต้องเข้าไปหาสาเหตุก่อน ใน Part นี้ก็จะเป็นการนำเสนอวิธีการเข้าวิเคราะห์ปัญหา วินิจฉัย และกลั่นกรอง
โดยขั้นตอนดังกล่าวผมได้สรุปออกมาเป็นกระบวนการ เป็น Flowchart ท่านสามารถ Download ได้จากภาพด้านบนนี้ ซึ่งถ้าท่านทำความเข้าใจกับกระบวนการได้แล้ว รูปแบบการทำงานจะเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
***ในขณะที่ให้การอบรมอาจจะมีผู้รับการฝึกบางส่วนที่ถูกบังคับเข้ามา อาจจะก่อกวนไม่ฝึก และรบกวนผู้อื่น ถ้า วิทยากรไม่ได้มีอาชีพเป็นครู อย่าได้เข้าไปดุหรือตำหนิ เพราะถ้าไม่มีศิลปะในการดุหรือตำหนิ จะทำให้ผู้รับการฝึกมีอคติและคิดแก้แค้นได้
ให้ท่านสังเกตด้วยว่า เกิดจากสาเหตุอะไร บางกรณีอาจเป็นเด็กพิเศษ หรือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นที่อยู่นิ่ิ่งนานๆ ไม่ได้ เป็นต้น ทางที่ดีควรเข้าไปยืนใกล้ๆ อย่างน้อยผู้รับการฝึกก็จะเกรงใจ หรือถ้าไม่เกรงใจเลย และรบกวนผู้รับการฝึกคนอื่นมากๆ เราก็ต้องให้ครูฝ่ายปกครองเป็นผู้จัดการต่อไป
สถานการณ์ : วิทยากรเอกได้ถามหน้าชั้นว่า “ใครยังไม่เห็นดวงใสในท้อง ให้ยกมือขวาขึ้น”
การเข้าไปจัดการของวิทยากรตรี ให้ดู Flowchart ประกอบครับ โดยไล่ไปตาม Step ดังต่อไปนี้
[Step การเข้าวิเคราะห์ วินิจฉัย 1.]
เข้าไปถามให้รู้ก่อนว่า ผู้รับการฝึกเป็น Case ที่ 1 หรือไม่ คือ “เห็นดวงธรรมแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจหรือยังไม่รู้ว่าเห็น” สาเหตุนั้นก็เนื่องมาจากผู้รับการฝึกยังเห็นไม่ค่อยชัด หรือใจไม่นิ่งดีพอ
ให้ใช้คำถามว่า “นึกดวงใส ในท้องได้แล้วใช่ไหม?”
ให้สังเกตว่า จะใช้คำถามเชิงบวก เพื่อตัดความลังเล ซึ่งถ้าผู้รับการฝึกนึกได้ เขาจะพยักหน้า แต่ถ้าเขานึกไม่ได้ เขาจะนิ่ง ซึ่งเราจะพอดูออก ถ้าเห็นแล้ว ก็บอกให้ท่องหยุดในหยุด ปรับให้ดวงชัดขึ้นแล้วให้นึกตามวิทยากรเอกต่อไป ถ้ายังนึกไม่ได้ แสดงว่าอยู่ในกรณีที่ 2
***** ในกรณีที่มีเวลาในการฝึกเหลือน้อย วิทยากรเอกจำเป็นต้องกลั่นกรองเองเพื่อให้เหลือจำนวนน้อยลง โดยใช้คำถามว่า “ใครที่เห็นดวงใสในท้องเลือนๆ ลางๆ ให้เอามือลง” หลังจากถามแล้ว จะมีบางส่วนที่เอามือลง พอที่ยังยกมืออยู่นี้ก็จะเข้า Case ที่ 2 ที่จะพูดถึงต่อไป
[Step การเข้าวิเคราะห์ วินิจฉัย 2.]
Case ที่ 2 คือ “ผู้รับการฝึก เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง หรือเห็นดวงใสในท้องแบบเห็นๆ หายๆ” อันเนื่องมากจากใจที่หยุดไม่ดีพอ หรือว้าวุ่น
ในที่นี้ให้วิทยากรตรีเข้าไปถามว่า “ยังจำดวงใสได้ไหม?” ถ้าจำได้ ก็ให้เอาไว้ในท้องแล้วกำกับโดยถามว่า “ตอนนี้ดวงใสอยู่ในท้องแล้วนะ” ผู้รับการฝึกจะพยักหน้า
ถ้าไม่พยักหน้า แปลว่า ยังนึกไม่ได้ ให้ค่อยๆ ช่วยใหม่อีกที ถ้าพยักหน้าแล้ว แสดงว่า ตอนนี้ดวงใสอยู่ในท้องของผู้รับการฝึกเรียบร้อยแล้ว ให้บอกให้รักษาให้ดี แล้วนึกตามที่วิทยากรเอกบอกต่อไป ถ้าจำดวงใสไม่ได้ แสดงว่าอยู่ในกรณีที่ 3
***** ในกรณีที่มีเวลาในการฝึกเหลือน้อย วิทยากรเอกจำเป็นต้องกลั่นกรองเองเพื่อให้เหลือจำนวนน้อยลง โดยใช้คำถามว่า “ใครที่นึกดวงใสในท้องเลือนๆ ลางๆ ให้เอามือลง” หลังจากถามแล้ว จะมีบางส่วนที่เอามือลง พอที่ยังยกมืออยู่นี้ก็จะเข้า Case ที่ 2 หรือ 3 ให้วิทยากรตรีเข้าไปสอบถามเลยว่า “จำดวงใสได้ไหม?” ถ้าจำไม่ได้แสดงว่าเป็น Case ที่ 3
[Step การเข้าวิเคราะห์ วินิจฉัย 3.]
Case ที่ 3 คือ “ผู้รับการฝึกรวมใจไม่ได้เลย นึกหรือจำดวงใสก็ไม่ได้” ในกรณีนี้ ให้วิทยากรตรีเข้าไปบอกให้ผู้รับการฝึกลืมตาขึ้นมาดูดวงใส และนำ 7 ฐานอย่างเร็ว ต่อไป
ซึ่งเมื่อลงไปในภาคสนามจริงๆ แล้วนั้น ส่วนมากมักจะอยู่ใน Step หรือ case ที่ 1 กับ 2 เป็นส่วนมาก นานๆ ที จะเจอ Step ที่ 3 ซึ่งเมื่อลงไปในภาคสนามจริงๆ จะพอรู้ด้วยตัวท่านเอง
จะเห็นว่า รูปแบบการเข้าต่อวิชาแบบเดิมๆ นั้นเสียเวลามากแค่ไหนกว่าจะให้ลืมตามาดูดวงใสใหม่ กว่าจะบอก 7 ฐานใหม่ กว่าจะรวมใจใหม่ เสียเวลาไปมาก
อีกทั้ง
ถ้าเป็นในกรณีที่ 1 ที่ว่า ผู้เรียนพอจะทำดวงใสได้ลางๆ จึงทำให้เกิดความไม่มั่นใจในสิ่งที่เห็น หรือสิ่งที่ทำได้ ซึ่งถ้าวิทยากรรู้ เราต้องเสริมความมั่นใจให้ ตัดความลังเลสงสัยออก ก็จะทำให้ผู้เรียนทำดวงใสได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากวิทยากรไม่ประสีประสา หรือไม่รู้ สั่งให้ผู้เรียนลืมตามาดูดวงใสใหม่ ไอ้ดวงที่พอจะทำได้ในท้องก็็เลือนหายไป เพราะลืมตามา ก็ทำให้ทั้งเสียเวลา และเสียจังหวะในการฝึกด้วย
ที่รู้ก็เพราะว่า ผมเองก็ทำพลาดมามากแล้ว แต่ก่อนสอนกันน้อยๆ ไม่กี่คน ก็สังเกตจากผู้เรียนไป จึงได้รู้ว่า อะไรเป็นอะไรครับ จึงได้นำเล่าสู่กันฟังต่อไป
ทั้งนี้ทั้งนั้นนะครับ ถ้าไม่มีเรื่องของเวลาและจำนวนวิทยากรที่มีจำกัดและ จำนวนผู้รับการฝึกที่มีจำนวนมากมาเกี่ยวข้อง เราก็สามารถทำแบบเดิมๆ ได้ แต่ถ้างานขยายตัวมากขึ้น วิธีการก็จำเป็นต้องพัฒนาตามไปด้วย ซึ่งก็ต้องเปิดใจเรียนรู้เพิ่มอีกนิดหน่อย แล้วการทำงานของท่านจะง่ายขึ้นมากเลยหละครับ 
การที่จะทำความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ในการสอนจริงนั้น อยากให้เห็นการสอนของจริงสักครั้ง จะได้เข้าใจอย่างแท้จริง ซึ่งจะเห็นว่า การทำงานจะสอดประสานกันระหว่างวิทยากรตรีกับวิทยากรเอกเป็นอย่างมาก
ในที่นี้มีข้อสำคัญที่ควรจำก็คือ ถ้าวิทยากรเอกมีประสบการณ์น้อย หรือพื้นฐานไม่แน่นจะส่งผลให้การใช้คำถามไม่ชัดเจน คลุมเครือ ส่งผลให้ไม่สามารถวัดผลได้ ดังนั้น วิทยากรเอกเป็นตัวแปรที่สำคัญมากในการวัดผลโดยวิธีนี้ ผมถึงบอกไว้เสมอว่า พื้นฐานต้องแน่น ถ้าไม่แน่นจะเป็นปัญหาต่อไป นี่ก็ตัวอย่างหนึ่งครับ
เอาหละครับสำหรับวันนี้ ขอยุติแค่นี้ก่อนนะครับ ขอให้ทุกๆ คนมีความสุขกันมากๆ แล้วคอยติดตามเทคนิคและกลวิธีในการสอนต่อไปนะครับ สวัสดีครับ
Popularity: 1% [?]





Leave your response!