ข่าวประชาสัมพันธ์

คุยกันฉันเพื่อน

ประสบการณ์ธรรมกาย

สอนอย่างไรให้ได้ผล?

เรียนอย่างรวดเร็ว

Home » บทความล่าสุด!, สอนอย่างไรให้ได้ผล?

เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “นึก” และ “เห็น” กันเถอะ

Submitted by saiparn on Monday, 14 September 2009No Comment
เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “นึก” และ “เห็น” กันเถอะ

เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “นึก” และ “เห็น” กันเถอะ

สวัสดีวันจันทร์ วันดี วันเริ่มต้นสิ่งที่ดีๆ ครับเพื่อนๆ ที่รักทุกคน

สัปดาห์ที่แล้ว ผมไม่ค่อยได้มีเวลาเข้ามาเขียนกระทู้แห่งนี้เลย ถ้าติดตามตามบันทึกคราวที่แล้วจะพบว่าด้วยเหตุใดนะครับ

จะมีอะไรไปมากกว่าที่ผมกำลังหมกมุ่นอยู่กับเครื่อง Pocket PC นั่นเอง 55555+

http://www.unclejamal.com/acatalog/XDA2ix300.jpgก็ได้อุปกรณ์มาใหม่ ก็ต้องทำความรู้จัก คุ้นเคยและใช้งานให้เป็นเสียก่อนนะซิครับ ไม่งั้นเอาไว้โทรเข้าโทรออกแล้วจะเอามาทำอะไร ซึ่งมา ณ วันนีี้แล้วก็ถือว่าใช้ได้คล่องพอสมควรแล้วครับ สาเหตุที่ทำให้ช้าก็คือ ระบบปฏิบัติการของเจ้าเครื่องนี้ผมใช้ Window Mobile 2003 ซึ่งค่อนข้างเก่าแล้ว ทำให้หาโปรแกรมมา Support ได้ยากสักนิดหนึ่ง โดยเฉพาะโปรแกรมที่เอาไว้พิมพ์และอ่านภาษาไทย ทำให้ต้องเสียเวลามาศึกษาและหาโปรแกรมที่ฟรีมาใช้ ก็เลยทำให้ใช้เวลาตรงนี้ซะมากครับ

วันเสาร์ที่ผ่านมานี้ ผมได้เอารถไปซ่อมอีกแล้ว คราวนี้เอาไปซ่อมเกียร์ที่แตก (เสื้อเกียร์แตกน่ะครับ) คือมันแตกอยู่แล้ว ก่อนที่จะมาถึงมือผม ผมใช้เกียร์มือสองเชียงกง ซึ่งมีรอยแตกและได้ทำการเชื่อมไว้ก่อนแล้ว แต่ต่อมารอยเชื่อมเดิมนั้นเกิดปริ ทำให้น้ำมันเกียร์มันดันออกมา ทำให้ซึมๆ ถ้าปล่อยไว้อาจจะทำให้รอยแผลใหญ่ได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้เกียร์พังได้เลยครับ ผมก็เลยรีบเอาไปจัดการซ่อมตั้งแต่ตอนเป็นน้อยๆ ก่อนครับ และตอนนี้สภาพรถของผมก็พร้อมที่จะออกปฏิบัติการสอนได้อย่างเต็มที่แล้วหละครับ

เอาหละครับ สำหรับวันนี้เรามาพูดกันถึง เทคนิคและวิธีในการเข้าต่อวิชาของวิทยากรหรือผู้ที่จะสอนวิชาธรรมกายกันต่อเลยนะครับ

เอ๋ แล้วบางคนอาจสงสัยว่า บทความนี้ไว้สำหรับวิทยากรหรือครูที่สอนสมาธิเท่าันั้นหรือ? ไม่หรอกครับ สำหรับท่านๆ ที่สนใจที่เรียนวิชาธรรมกายก็สำคัญเหมือนกัน ใครจะรู้หละครับว่า อ่านไปบางบทความ บางคำพูด อาจจะทำให้ท่านปิ๊งวิธีการเรียน หรือทำให้เรียนวิชาธรรมกายได้สำเร็จก็เป็นไปได้เหมือนกันนะครับ

สำหรับที่ผมจะพูดถึงวันวันนี้ก็คือ ปัญหาที่เกิดจากผม หรือผู้ที่สอนบางท่าน ไม่สามารถวัดผลการฝึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถต่อวิชาต่อไปได้ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ “การเป็นธรรมกาย” นี่ มันเป็นยังไง หรือ คืออะไร? นั่นเอง

พร้อมไหมครับ

ถ้าพร้อมแล้ว ลุยกันเลยนะครับ

see1

เอาหละครับ ก่อนอื่น เราต้องมาทำความเข้าใจกับ แนวคิดเบื้องหลังของการต่อวิชาให้กับผู้รับการฝึก ก็คือ ความเข้าใจที่ว่า เราฝึกไปทำไม? โดยการฝึกในที่นี้นั้น หมายถึง การนั่งหลับตา่ฝึกสมาธิ ณ ขณะนี้นั่นเอง ในที่นี้ขอตอบเลยว่า

1. ต้องการให้เกิดรอยใจของภาคขาว เป็นสำคัญ

และหน้าที่ต่อไปก็คือ

2. ต้องพยายามรักษารอยใจนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

รอยใจของภาคขาวเกิดขึ้นได้ก็เกิดจากการเดินวิชา คือสามารถ “เห็น” หรือ “นึก” วิชาได้

และรอยใจของธรรมภาคขาวที่ถูกต้อง หรือการเดินวิชาที่ถูกต้อง หรือการฝึกที่ถูกต้องนี้ จะนำไปสู่การเข้าถึงวิชาธรรมกายในระดับสูงๆ ต่อไปได้นั่นเอง

ดังนั้น ถ้ารอยใจนี้ผิดพลาด แน่นอนว่า การศึกษาต่อไปย่อมคลาดเคลื่อน มีเปอร์เซนต์ความผิดพลาดสูงตามไปด้วย

อย่าลืมว่า อุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการศึกษาวิชาธรรมกายคืออะไร? ท่านตอบได้ไหม?

สิ่งนั้นก็คือ “ใจ” นั่นเอง

เราต้องฝึกให้ใจของเรามีศักยภาพในการไปค้นคว้าหาความรู้ทางธรรมชั้นสูง และทำการดับกิเลสหรือจัดการสิ่งต่างๆ นานา นั้น ก็ล้วนแต่ใช้ใจของเราทั้งสิ้น

ในเบื้องต้น ใจที่ยังไม่เป็น เลยนั้น จะเอาไปใช้ก็ไม่ได้ ถูกครอบงำได้ง่าย เราต้องฝึกใจให้มีความแข็งแรงควรแก่งานก่อน โดยเราจะวัดว่า ใจของเราควรแก่งานได้หรือยังนั้น ประการแรกวัดได้จาก “การที่เราสามารถทำดวงใสในท้องของเราได้” นั่นเอง

โดยที่แม้ว่า มีความชัดเพียงแค่ “นึก” หรือ “เห็น” หรือแค่ “รู้สึก” ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

ดังนั้น เพียงแค่ท่านนึกดวงใสในท้องได้ ก็ถือว่า ท่านทำวิชาธรรมกายได้แล้ว (ในระดับหนึ่ง) นั่นเองครับ ส่วนที่ว่าจะชัดเจน ถูกต้องแค่ไหนนั้น ค่อยว่ากันต่อไป

พอเข้าใจในแนวความคิดหรือยังครับ เมื่อเข้าใจแล้วก็มาถึงความสำคัญของการต่อวิชาว่า แล้วนอกจากความชัดเจนแล้ว เราควรเน้นไปที่ปัจจัยข้อใดเป็นสำคัญ

ในการสอน วิทยากรต้องพิจารณาเกณฑ์ในรูปแบบ Passive หรือ ผลที่ได้จากการฝึกตามที่วิทยากรบอกวิชา ต่อไปนี้ให้ดี (พิจารณาตามลำดับความสำคัญ 1, 2, 3) คือ

1. ความถูกต้องของวิชา หมายถึง วิชาที่ผู้เข้ารับการฝึก เห็น หรือ นึก ได้นั้น ถูกต้องตามตำราหรือไม่

2. ความคล่องตัวในการฝึก หมายถึง ผู้เข้ารับการฝึกสามารถ เห็น / นึก วิชาตามที่วิทยากรบอกวิชาได้หรือไม่

3. ความชัดเจนของวิชา หมายถึง ระดับของความชัดเจนที่ผู้รับการฝึกสามารถทำได้ เช่น บางคนเห็นเท่าตาเห็น บางคนเห็นมากกว่าตาเห็น บางคนเห็นตะคุ่มตะค่ำ เป็นต้น

จะเห็นว่า ความถูกต้องของวิชามาเป็นอันดับหนึ่งของความสำคัญ ดังนั้น ในการสอนของเรา ถ้าเด็กสามารถนึกวิชาได้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่จะคล่องตัว หรือชัดเจนหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องฝึกต่อๆ ไป

นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์แบบ Active หรือ การที่ผู้รับการฝึกสามารถฝึกวิชาได้ด้วยตัวเองอีก เพื่อเอาไว้พิจารณาในการเลื่อนระดับชั้นในการฝึก ซึ่งจะเอาไว้กล่าวในโอกาสต่อไป

เมื่อท่านเข้าใจแล้วว่า เป้าหมายของการสอนของเราคือ ห้เกิดรอยใจ และให้รอยใจนี้คงอยู่ เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว วิธีการก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้รับการฝึก สามารถทำวิชาตามที่วิทยากรบอกได้ ไม่ว่าจะเป็นในระดับการนึก หรือในระดับการเห็น เมื่อเราเข้าใจแล้ว ต่อไปเราก็จะเข้าใจวิธีการกลั่นกรองผู้รับการฝึกใน Slide ในวันต่อไปนะครับ

วันนี้สิ่งที่ผมได้พูด ได้เล่าให้เพื่อนๆ ฟังนั้น เป็นจุดสำคัญมากที่จะส่งผลให้การสอนได้ผลหรือไม่?ถ้าวิทยากรไม่เข้าใจในประเด็นของ “นึก” กับ “เห็น” เมื่อไร การสอนก็จบเพียงเท่านั้น โดยจะรอให้เห็นชัด จนกระทั่งตัวของผู้รับการฝึกมั่นใจได้นั้น นอกจากเด็กแล้ว หายากครับ ส่วนมากมักจะเป็นแบบเลือนๆ ลางๆ เสียมาก

ซึ่งไอ้ตัวเห็นไม่ชัดนี่แหละที่ทำให้วิชา ไม่ไปต่อ เปรียบเหมือนกับถ้าเราขับรถ เปรียบว่า หลวงพ่อสด มีรถสปอร์ตชั้นดี ขับแป๊บเดียวก็ไปได้เร็ว และไกลถึงเชียงใหม่แล้ว แต่เรากลับมีเพียงรถเล็กๆ ลองใช้สามัญสำนึกคิดดูนะครับว่า เราจะรอให้มีรถเหมือนหลวงพ่อ หรือว่าเราจะค่อยๆ ขับไปเรื่อยๆ ช้าหน่อย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกน้อยหน่อย แต่พอจะขับไปได้ ขับไป ซ่อมไปบ้าง แต่จุดที่สำคัญคือ ให้เดินหน้าต่อ และ เดินตามทางที่หลวงพ่อได้เดินผ่านมาแล้ว ซึ่งก็คือ แผนที่ ที่หลวงพ่อได้ทำไว้นั่นเอง

การที่เราเห็นไม่ชัด แต่พอนึกได้บ้างนั้น ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าเราบอกวิชาต่ิอไป โดยพิจารณาตามความเหมาะสมกับผู้เรียน ก็จะทำให้วิชาเดินก้าวหน้าไปได้ แต่ก็ต้องดูด้วยว่า ความเหมาะสมอยู่ทีไ่หน ไม่ใช่ไปอัดวิชาชั้นสูงเลย อันนี้ก็ไม่ควร ดังนั้น จะทำอะไรก็ควรทำแบบเป็นขั้นเป็นตอนนะครับ เช่น

ถ้าต่อวิชาได้ในบทฝึก 4 กายธรรมแล้ว ผู้เรียนฝึกได้ในระดับ พอนึกวิชาตามได้บ้าง ตามไม่ได้บ้าง หรือเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง ก็ไม่ควรต่ิอวิชาในบทสูงๆ ต่อ เราควรให้ผู้เรียนฝึกในบทฝึกนี้ให้คล่องเสียก่อน โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ ที่ผมได้บอกไว้ข้างต้นได้แก่ ความถูกต้อง ความคล่องตัว และความชัดเจน เมื่อพิจารณาว่าผ่านเกณฑ์แล้ว เราค่อยสอนเดินวิชาในบทฝึก หรือหลักสูตรต่อไป ทำดังนี้ จึงจะเป็นผลดีแก่ผู้เรียนครับ

เอาหละครับ สำหรับวันนี้ก็พอเพียงแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ โดยตอนนี้เรากำลังทำการสอนอยู่ที่ ร.ร. กองทัพบกอุปถัมภ์ อดิศรศึกษา จังหวัดสระบุรี อยู่ครับ โชคดีจริงๆ ที่โรงเรียนนี้มี WIFI ด้วย ทำให้ผม Update Blog นี้ได้ง่าย และสะดวกมากขึ้น

ขอให้ทุกคนมีความสุข และประสบความสำเร็จกับการเรียนวิชาธรรมกายทุกคนเลยครับ สวัสดีครับ

Popularity: 1% [?]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.