ข่าวประชาสัมพันธ์

คุยกันฉันเพื่อน

ประสบการณ์ธรรมกาย

สอนอย่างไรให้ได้ผล?

เรียนอย่างรวดเร็ว

Home » บทความล่าสุด!, สอนอย่างไรให้ได้ผล?

การฝึกวิทยากรผู้ช่วย (วิทยากรตรี) : บทที่ 1 ว่าด้วยการเข้าต่อวิชา

Submitted by saiparn on Monday, 7 September 2009No Comment
การฝึกวิทยากรผู้ช่วย (วิทยากรตรี) : บทที่ 1 ว่าด้วยการเข้าต่อวิชา

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่รักทุกคน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปทำอะไรกันมาบ้างครับ ผมเองวันเสาร์ต้องเอารถไปซ่อมบำรุง โดยนำไปเปลี่ยนสายพานราวลิ้น หรือสายพานแทมิ่ง ซึ่งมีอายุการใช้งานประมาณ 100,000 กิโลเมตร และเปลี่ยนซีนหน้าเครื่องอีก 2 ตัว และสายพานเครื่องต่างๆ อีก 3 เส้น รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมด ก็ 5,000 กว่าบาท ใช้เวลาไปทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นเลยทีเดียว ซึ่งก็ทำให้เหนื่อยเอาการเหมือนกัน เพราะผมต้องยืนมองช่างทำงานไปด้วย ไม่ได้หยุดเลย ขอแนะนำว่า เวลาที่เราจะนำรถไปซ่อมให้ยืนมองช่างซ่อมไปด้วยก็จะดีนะครับ เพราะว่า เราจะได้ความรู้ และทำให้ช่างไม่อู้ ทำให้เสร็จเร็วขึ้นด้วยครับ

หลังจากที่เอารถไปซ่อมแล้ว ผมก็ได้ไปที่ วัดบางคูวัดใน อำเภอบางคูวัด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งทางเราจะเอาวัดแห่งนี้มาเป็นสถานที่รวมตัวเพื่อฝึกวิชาธรรมกายกันต่อไป ซึ่งถ้าจะกำหนดจัดการอบรมเมื่อไร จะแจ้งให้ทราบนะครับ โดยที่วัดนี้นั้นอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศร่มรื่นมากๆ และที่สำคัญคือ อยู่ไม่ไกลจาก กทม. เลย โดยมาทางถนนเส้น 345 ถึงทางแยกเข้าปทุมเท่านั้นเอง เดินทางมาจากถนนบรมราชชนนีประมาณ 30 นาทีเท่านั้นครับ ถ้าขับช้าๆ นะครับ

ส่วนวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เราได้ไปให้การอบรมนักศึกษา กศน. วัดบางประกอก เขตราษฎร์บูรณะ กทม. มาครับ โดยเป็นการอบรมนักศึกษากลุ่มเล็กๆ ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อยแล้วหละครับ

เอาหละครับมาเข้าสู่บันทึกของผม วันนี้จะมาเล่าสู่กันฟังในหัวข้อการเข้าต่อวิชาของวิทยากรผู้สอนครับ ขอออกตัวก่อนว่า นี่คือประสบการณ์จากการสอนจริงครับ ซึ่งมีการพัฒนามาแล้วอย่างต่อเนื่อง เป็นะยะเวลาอันยาวนานพอสมควร และไม่ได้เป็นประสบการณ์ของผมคนเดียว แต่ผมเป็นคนสรุปมาจากประสบการณ์ของวิทยากรที่มาร่วมทำการสอนหลายๆ คน และนำมาสรุป เขียนให้ท่านได้อ่านกัน ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อวิชาธรรมกายได้ไม่มากก็น้อยครับ

ถ้าถามว่า ผมกับทีมงานนั้นสามารถสรุปการเข้าต่อวิชา โดยได้อ้างอิงมาจากประสบการณ์ใด ขอตอบว่า ได้ผ่านการฝึกงานกับทางทีมคุณหมอนิพนธ์ โดยเริ่มต้นที่ประมาณ ปี 42-43 เราได้ไปร่วมสอนโดยการฝึกเข้าต่อวิชาตัวต่อตัว กล่าวคือ พอคุณหมอซึ่งมีบทบาทเป็นวิทยากรเอก ได้บอกวิชาและถามว่า “ใครเห็นดวงใสในท้องแล้ว ให้ยกมือขวาขึ้น”

ผมและเื่พื่อนๆ วิทยากร ก็ได้ข้าไปต่อวิชาตัวต่อตัวให้กับเด็กๆ หรือผู้มารับการฝึก ทำเช่นนี้เกือบทุกวันที่มีการสอน ตอนนั้นผมอยู่ กทม. ต้องเดินทางไปร่วมสอนกับทางคุณหมอที่ จ.สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี ทำอย่างนี้มาตลอด 3-4 ปีด้วยกันไม่ได้ขาด รวมที่เข้าต่อวิชาตัวต่อตัวสำหรับผมเองก็กว่าหมื่นคนมาแล้ว ซึ่งเป็นงานที่เมื่อทำๆ ไปก็ซ้ำๆ และน่าเบื่อบ้าง แต่เมื่อมองตอนนี้แล้ว นับว่า ทักษะการเข้าต่อวิชาตัวต่อตัว เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ที่เราต้องให้ความสำคัญและมองข้ามไม่ได้ครับ ผมถึงได้บอกไว้ว่า นี่คือทักษะที่สำคัญที่สุด ที่ต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ปัจจุบันนี้ ก็ยังต้องฝึก

การเข้าต่อวิชาตัวต่อตัวนี้ มีข้อดีอย่างมากก็คือ ทำให้เราได้เรียนรู้ผู้ที่ได้รับการฝึก โดยจะได้เห็นพฤติกรรม ลักษณะการเห็นธรรม การแก้ปัญหาที่หลากหลาย การเป็นธรรมกายที่ต่างกันออกไป ฯลฯ

ซึ่งเมื่อเราเก่งในการเข้าต่อวิชาแล้ว ต่อไปข้างหน้า ถ้าเราได้ทำบทบาทของวิทยากรเอก หรือบทบาทอะไรก็ตาม ท่านจะคุมสถานการณ์ได้

เอาหละครับ เราลองมาดูเทคนิควิธีการกันดีกว่านะครับ ถ้าพร้อมแล้ว เชิญศึกษาต่อไปได้เลยครับ :D

tri1

จาก Slide ข้างต้นได้บอกไว้ว่า

1. การเข้าต่อวิชาทุกครั้งต้องคำนึงถึง “กาลเทศะ” เป็นสำคัญ ต้องดู “บริบท”รอบข้าง และการนำของวิทยากรเอกที่คุมสถานการณ์เสมอไป อย่าทำอะไรโดยพละการ ถ้าไม่จำเป็น… การจะทำอะไรนั้น ในขณะที่วิทยากรเอกบอกวิชาอยู่นั้น ให้ดูจังหวะ และขั้นตอนให้ดีว่า ตอนนี้การสอนดำเนินมาถึงขั้นไหนแล้ว การทำงานต้องเป็นไปแบบอัตโนมัติ กล่าวคือ มองตาก็ให้รู้ใจ พยายามใช้เสียงให้น้อยที่สุด เนื่องจากในขณะที่ฝึกต้องการความสงบ หลักการคือ ทำงานให้เงียบ เฉียบขาด และเข้าขากัน การทำงานก็จะออกมาดี

2. คำว่า “ปริมาณ” ต้อง คู่ไปกับ “คุณภาพ” เสมอไป ทั้ง 2 คำนี้ไปคู่กัน พยายามทำงานให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ การสอนถ้าผู้เข้ารับการฝึกมีจำนวนมาก วิทยากรน้อยจะทำอย่างไร เป็นโจทย์ที่วิทยากรต้องช่วยกันคิด และหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด

3. การจะทำอะไรใหม่ๆ นั้น ต้องเป็นไปด้วยเหตุและผลประกอบกันไป ถ้าจะผิดพลาด ขอให้เป็นความผิดพลาดใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ให้พิจารณาหลักการประกอบเป็นสำคัญว่า ณ สถานการณ์นี้ ต้องใช้หลักการใด เช่น ในขณะที่วิทยากรเอกบอกวิชาหน้าชั้น มีเด็กนั่งผิด หรือลืมตา หลักการก็คือช่วงนี้เป็นช่วงที่ชิงไหวชิงพริบ เพราะเด็กกำลังส่งใจตามที่วิทยากรเอกบอกวิชา พอเรารู้หลักการแล้ว เราก็จะจะหาวิธีแก้ปัญหาได้ โดยที่ไม่รบกวนผู้ฝึกคนอื่น อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าออกมาเป็นกฏเลยไม่น่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีเท่าไรนัก เพราะกฏมีช่องว่าทางภาษา ต่อไปยังไงก็บิดพริ้วได้อยู่ดี เราทำงานกันด้วย หลักการ และ วัฒนธรรม จะดีกว่า

ซึ่งการที่เราจะทดลองทำอะไรใหม่ๆ ที่เราิคิดว่าจะเป็นการแก้ไข ป้องกัน หรือพัฒนาการสอนนั้น ให้คิดไว้เสมอว่า เราต้องไม่ทำผิดซ้ำอดีต คือ ถ้าจะผิดพลาดให้เป็นความผิดพลาดใหม่ๆ ที่จะสามารถเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ไม่ใช่เป็นความผิดที่มีคนทำมาแล้ว ถ้าอย่างนี้งานก็จะพัฒนา และความเสี่ยงที่เรากล้าเสี่ยงนั้นก็มีคุณค่าสูงแก่้การกล่าวถึง

4. ทำงานโดยใช้ “สามัญสำนึก” ให้มาก บางเรื่องไม่ต้องใช้ความคิดลึกซึ้งอะไรในการคิด เพียงแต่ใช้สามัญสำนึกก็คิดได้แล้ว เช่น การแยกเด็กออกไปฝึกตามห้องต่างๆ จุดประสงค์ก็คือ ต้องการแยกเด็กออกไปฝึกอีกห้องฝึกหนึ่ง เพื่อที่เด็กที่เห็นธรรมเร็วจะได้ไม่ต้องรอคนที่ยังไม่เห็น นี่คือหลักการ แต่ก็ต้องดูบริบทประกอบด้วยว่าเหมาะสมไหมในปัจจัยต่างๆ อาทิ เรื่องของ เวลา สถานที่ จำนวนวิทยากร จำนวนเด็ก ความเหมาะสม ฯลฯ ไม่ใช่สมัยก่อนเคยทำอะไร ก็ตะบี้ตะบันทำโดยไม่ดูกาลเทศะ ดังนั้น เราต้องดูความคิดเบื้องหลังการกระทำนั้นๆ ว่า ทำไปเพื่ออะไร? เสมอไป ถ้าบรรลุวัตุประสงค์แล้ว เป้าหมายบรรลุผล วิธีการปฏิบัติถูกต้อง ดีงามด้วยแล้ว จะวิธีไหนก็ทำไปเถิดครับ

ที่สำคัญคือ ต้องเปิดใจ และใจกว้างในการทำงาน ทำงานเพื่องาน และผลที่ได้ก็จะคุ้มค่ากับที่เราลงทุนคิด และลงทุนทำ

เอาหละครับ สำหรับเนื้อหาในวันนี้ โดยสิ่งที่ได้นำเสนอไว้นี้ ต่อไปจะมีประโยชน์สำหรับการศึกษาวิชาธรรมกายอย่างมาก อย่าลืมที่ผมได้บอกไว้ว่า การเรียนที่ดีที่สุดนั้น คือ การเรียนเพื่อเอาไปสอนผู้อื่น ความรู้ก็ได้ บารมีก็ได้ บุญก็ได้ เราก็ได้ คนอื่นก็ได้

บางคนอาจจะรอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยฝึก แล้วค่อยเรียน ถ้าจะมองใจมุมนั้นก็ได้ แต่สำหรับผมนั้น รู้แค่ไหน พร้อมแค่ไหน ก็ทำแค่นั้น แต่ก็มีเรื่องอัศจรรย์ก็คือ พอเราคิดที่จะทำอะไรแล้ว ความพร้อมจะตามมาเอง ไม่ทราบว่าเพื่อนๆ เคยประสบกับตัวเองบ้างหรือไม่ครับ

ขอย้ำอีกครั้งว่า บทความที่เขียนมานี้ คือ ประสบการณ์ในภาคปฏิบัติื ซึ่งต้องมีการพัฒนาต่อเนื่อง การบริหารจัดการการอบรม การสอน ต้องพัฒนาให้เหมาะกับยุคและสมัย แต่หลักการ และเนื้อหาวิชานั้น ต้องคงที่ไว้ ไม่ให้ผิดและเพี้ยน

ที่ผมได้นำเสนอมานี้คือ การบริหารจัดการการสอน เป้าประสงค์คือ ให้เข้าถึงวิชาธรรมกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับศักยภาพของคนคนนั้น โดยวิธีการที่ถูกต้อง และดีงาม บางท่านอาจจะมองได้หลากหลาย บางคนก็เห็นว่ามีประโยชน์ บางคนก็เห็นว่าผิด ก็แล้วแต่มุมมองของท่านเอง ผมไม่เก่ง แต่ผมมีที่ปรึกษาที่เก่งและดี มีทีมงานที่สุดยอด มีผู้ใหญ่คือ พ่อกับแม่ ดูและการทำงานอย่างใกล้ชิด และแน่นอนว่า เมื่อทำงานก็ย่อมมีความผิดพลาด ซึ่งก็เป็นบทเรียนที่ดีให้กับผมและทีมงานการอบรม นี่คือสิ่งที่วิเศษมากที่เกิดขึ้น เมื่อมองดูผลการสอนแล้ว ก็ชื่นใจ ปลื้มใจ

และทุกอย่างไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ อย่าลืมนะครับ การเรียนวิชาธรรมกายไม่ยาก ถ้าเราเจอวิธีที่เหมาะกับเราเอง ถ้ายังหาวิธีที่เหมาะกับเราไม่ได้ การเรียนก็ยากแสนยากเป็นธรรมดา ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านเองว่า จะเปิดใจกว้างรับวิธีการใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ หรือไม่?

ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุข และประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาธรรมกายและการดำรงชีวิตต่อไปครับ สวัสดีครับ :D

Popularity: 1% [?]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.