ข่าวประชาสัมพันธ์

คุยกันฉันเพื่อน

ประสบการณ์ธรรมกาย

สอนอย่างไรให้ได้ผล?

เรียนอย่างรวดเร็ว

Home » บทความล่าสุด!, สอนอย่างไรให้ได้ผล?, หมวดทั่วไป, เล่าสู่กันฟัง

ที่มาที่ไปของสอนธรรมกายกันอย่างไร ได้ทั้ง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ”

Submitted by saiparn on Tuesday, 25 August 2009No Comment
ที่มาที่ไปของสอนธรรมกายกันอย่างไร ได้ทั้ง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ”

ที่มาที่ไปสอนธรรมกายกันอย่างไร ได้ทั้ง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ”

สวัสดีครับทุกๆ ท่าน บทความครั้งนี้เป็นบทความแรกหลังจากที่ผมได้ปรับเปลี่ยน Blog แห่งนี้ ให้เป็นในรูปแบบ magazine หรือนิตยสาร Online ซึ่งทำตอนแรกก็กะว่าจะใช้ Blog นี้เป็นที่บันทึกแนวคิด ประสบการณ์ และพูดคุยแลกเปลี่ยน idea และ life style ของผม ของวิทยากร ให้ทุกๆ ท่านได้รู้กัน ว่าเราไปทำอะไรกันมาบ้าง

ผมใช้เวลาหลายวันในการเตรียมการปรับเปลี่ยนรูปแบบเว็บนี้ ทำให้ไม่ได้ update blog แห่งนี้มาเสียนานทีเดียว ประกอบกับที่ผมต้องออกไปสอนทุกวัน และงานยุ่งมากๆ ซึ่งบางทีการที่โหมงานหนักมากๆ นี้ ก็ส่งผลให้เกิดไม่สบายขึ้นมา แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้วหละครับ

แล้วก็อย่าลืม ติดตามความเคลื่อนไหว การสอนแบบสดๆ ได้ทาง twitter (http://twitter.com/wisdominside) ที่ผมได้บอกไว้นะครับ ถ้าผมติด notebook ไป แล้วมีอินเตอร์เนตให้ใช้ ผมก็จะ update สถานการณ์ให้ทราบกันครับ

เอาล่ะครับ วันนี้ผมจะมาคุยกับทุกท่านในส่วนที่เกี่ยวกับงานสอนวิชาธรรมกาย ซึ่งทางผมกับครอบครัวและทีมงานได้ทำกันมากว่า 10 ปีมาแล้ว โดยประเด็นที่จะคุยกันก็คือ ทำไมการสอนของทีมงานเรา จึงทำกันได้อย่างมากมาย โดยมีคนเข้าถึงธรรมกาย (ในระดับต่างๆ กัน) มากมายเช่นนนี้ แล้วถ้าสอนกันมากมายเช่นนี้ จะรักษาคุณภาพในการสอนได้อย่างไร?

dsc00690reเรื่องของคำว่า “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” นี้ ผมเองได้รับคำวิจารย์มาจากหลายๆ ท่านที่มีความตั้งใจอยากจะให้มีการเผยแพร่ความรู้ในวิชาธรรมกายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งก็ได้วิพากษ์วิจารย์ถึงการสอนไปต่างๆ นานานั้น ผมเองก็รับฟัง และได้นำมาพิจารณา ซึ่งพบว่า ในบางส่วนของเป็นประโยชน์ตามที่ผู้หวังดีได้บอกไว้ แต่บางส่วนนั้น ผมเองก็ต้องขอเล่าให้ฟังไว้ เพื่อให้ทุกท่าน ได้ทราบกันว่า คุณภาพมาจากปริมาณได้อย่างไร โดยผมสรุปออกมาได้โดยคำง่ายๆ ว่า

พื้นฐานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด (Basic is the Best)

ทุกอย่างที่ทำมานี้ ล้วนมาจากพื้นฐานทั้งสิ้น แต่ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งในการฝึกพื้นฐานคือ “ความเบื่อหน่าย” ที่ทำให้เรามองข้ามทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่างๆ นี้

โดยที่การสอนจะได้ผลนั้น พื้นฐานสำคัญมาจาก “การต่อวิชาตัวต่อตัว” โดยเฉพาะการต่อวิชาจากดวงธรรมให้เห็นกายธรรมเบื้องต้น นั่นเอง

ผมกับครอบครัวนั้น ได้เริ่มสอนที่แม่กลอง กับ นายแพทย์นิพนธ์ หลงประดิษฐ์ โดยท่านได้เป็นเหมือนกับครูอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน และหลายๆ อย่างให้กับผมและทีมงาน ถ้าไม่มีท่านแล้ว ผมกับทีมงานคงไม่สามารถมีวันนี้ขึ้นได้ โดยในยุคการสอนสมัยนั้น ผมได้ติดตามคุณหมอไปสอนเกือบทุกแห่ง ตอนนั้นสอนกันที่จังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี โดยบางโรงเรียนมีโรงเรียนทั้งโรงเพียงแค่ 10 คนก็มี เราก็ไปกัน

ผมกับครอบครัวไปต่อวิชาตัวต่อตัว โดยทำหน้าที่ของวิทยากรตรี คือ ทำหน้าที่ในการเจาะจากดวงธรรมให้เกิดเป็นกายธรรมพระโสดา ขนาดหน้าตัก 5 วา สูง 5 วา ผมทำอย่างนี้มาตลอด 3 ปี ต่อวิชาทีละคน ทีละสองคน สามคน เป็นกลุ่มบ้าง จนรู้ถึงปฏิกิริยาของคนที่เป็นธรรมกายว่าเป็นอย่างไร

ขอเรียนให้ทราบก่อนว่า ผมทำอย่างนี้เกือบทุกวัน ตลอด 3 ปี ไม่ได้ขาด ถามว่า เบื่อไหม ก็ตอบว่า “เบื่อ” แต่ก็ต้องทำ เพราะดูแล้วไม่เห็นมีอะไร? ต่อว่า แม่ผม (อ.พิมพ์วรัชญ์ ธนบรมัตถ์) ก็ได้เริ่มออกมาเปิดโรงเรียนหาสอนเองใน กทม. โดยเริ่มจาก ร.ร.เทพสิรินทร์ กทม. และ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ตอนนั้นยังเป็นสถาบันราชภัฎสวนดุสิตอยู่ ก็จะเป็นต้องออกมาช่วยงานสอนทางครอบครัว แต่ก็ยังไปไป มามากับทางคุณหมออยู่

พอเริ่มออกมาสอนเอง เราก็เริ่มมาจากสอนทีล่ะห้อง ห้องล่ะ 30 – 40 คน สอนกันทั้งวัน ทำอย่างนี้มาเป็นปี แล้วถึงค่อยเพิ่มจำนวนมาสอนในห้องประชุมทีละ่ไม่เกิน 200 คน สอนโรงเรียนหนึ่งก็ทั้งวัน สอนกันมาหลายปี จนเมื่อการสอนดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง จนสามารถสรุปบทเรียน เทคนิค และทักษะต่างๆ จนลงตัว ถึงได้สอนกันแบบกลุ่มใหญ่ๆ ทีล่ะ 500 – 1,000 คนได้ นี่คือที่มาที่ไปของพัฒนาการในการจัดการเรียนการสอนของเราครับ และการสอนนี้มีทั้งการสอนประจำ สอนแบบฝึกอบรมเป็นครั้งคราว สรุปคือ ทุกรูปแบบ ซึ่งทำกันมาจากวันนั้นจนถึงวันนี้ รวมสอนไปกว่า 1,000,000 คน ในระยะเวลา 10 ปีนี้ครับ

snp_pano2mo

และผลที่เกิดจากการสอนที่มากมายเช่นนี้ รวมถึงการทำงานเป็นทีม โดยใช้ความถนัดของแต่ล่ะคนเข้ามาผสมผสานกันในงานสอน ความค่อยเป็นค่อยไปของพัฒนาการการสอน โดยมีหลักวิชาการรองรับ ทั้งศาสตร์ทางวิชาธรรมกาย ศึกษาศาสตร์ และความรู้อื่นๆ ประกอบมากมาย ผ่านการทดลอง ทดสอบมานาน จนมาถึงบัดนี้ ผมพยายามที่จะนำความรู้และทักษะแฝงเร้นหรือศัพท์ทาง KM ใช้ว่า Tacid Knowledge ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายยาก สอนยาก ให้ออกมาเป็นความรู้ที่จับต้องได้ และนำไปใช้ได้จริง

นี่คือที่มาที่ไปคร่าวๆ ซึ่งในรายละเอียดแต่ล่ะส่วน ผมจะค่อยๆ คุยให้ฟังต่อในโอกาสต่อๆ ไปนะครับ

และจากประสบการณ์การสอนที่ผ่านมานี้ สามารถสรุปประสบการณ์ต่างๆ ได้เป็น “มาตรฐาน” ของการสอนได้ในระดับหนึ่ง มาตรฐานนี้ก็คือ ในระหว่างที่ฝึกภาคปฏิบัติ ต้องทำอย่างไร มีวิธีการอยู่ ซึ่งถ้าทำได้ตามมาตรฐานนี้แล้ว ผู้ได้รับการฝึกในรอบนั้นๆ ต้องเห็นธรรมได้ไม่่ต่ำกว่า 80% ขึ้นไป อย่างนี้เป็นต้น

แต่การสอนในภาคปฏิบัติแม้ว่าจะได้ผลในระดับหนึ่งแล้ว แต่ส่ิงที่ยังต้องพัฒนาต่อไปอีกก็คือ จะทำอย่างไรให้ผู้ได้รับการฝึกเห็นคุณค่าของวิชาธรรมกายและนำไปประยุกต์ให้เข้ากับหน้าที่การงาน หรือประโยชน์ของผู้ได้รับการฝึกได้

สรุปออกมาง่ายๆ ก็คือ ปัญหา ณ ยุคปัจจุบันนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ไก่ไม่ได้พลอย หรือหาพลอยไม่ได้” แต่อยู่ที่ “ทำอย่างไร? ให้ไก่รู้ค่าของพลอย” นั่นก็คือ ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่คนไม่เห็นธรรม หรือเข้าถึงวิชาธรรมกายไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ “ทำอย่างไร ให้คนเห็นค่า และนำวิชาธรรมกายไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน” มากกว่า

นี่คือความยากและท้าทายที่ต้องช่วยกันพัฒนาต่อไปครับ

คำว่า “คุณภาพ” นั้น ตอนนี้ผ่านในส่วนของวิชาธรรมกาย กล่าวคือ ผู้ได้รับการฝึก สามารถเห็น หรือเข้าถึงวิชาได้ถูกต้อง  นี่คือคุณภาพของการฝึก แต่คุณภาพที่ขาดไปนั้น คือในส่วนของการนำไปประยุกต์นั่นเองที่ขาดไป

แต่ในเบื้องต้นนั้น เมื่อพิจารณาจากทรัพยากรที่จำกัดแล้ว คุณภาพในส่วนของวิชาธรรมกาย ผ่านก็ถือว่าใช้ได้แล้วในระดับหนึ่งตามความคิดผม

และต่อจากนี้ไป ผมจะเขียนประสบการณ์การสอน และนำเทคนิคกลวิธีในการสอนภาคสนาม  มาถ่ายทอดไว้ ณ blog แห่งนี้ ไว้ให้สำหรับท่านวิทยากร หรือท่านที่อยากจะสรา้งบารมีโดยการสอนวิชาธรรมกาย ที่เป็นบารมีใหญ่ บุญใหญ่ ให้ได้ทราบวิธีการที่ถูกต้อง อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาไปลองผิดลองถูกเป็นสิบๆ ปี และจงรีบต่อยอดวิธีการต่างๆ ที่เราได้บอกไว้นี้ เพื่อใ้ห้วิชาธรรมกายนั้น คงอยู่และขยายก้าวไกลออกไปเป็นสำคัญครับ

แต่ข้อเตือนใจที่อยากบอกไว้ก่อนก็คือ ทุกอย่างนั้นไม่ง่าย และล้วนต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ ฝึก และเพาะบ่มทั้งสิ้น ผมและทีมงานไม่ใช่ผู้วิเศษที่สามารถเนรมิต หรือเสกให้ท่านสามารถบรรลุธรรมชั้นสูงได้ในระยะเวลาสั้นๆ ได้

ดังนั้น จงอย่าดูแคลนงานง่ายๆ น่าเบื่อ อาทิ การต่ิอวิชาเบื้องต้น ซึ่งไม่ใช้ทำเพียง 5-10 ครั้งก็ทำไ้ด้ชำนาญแล้ว จงคิดไว้เสมอว่า “มันมีอะไรมากกว่าที่ท่านคิด”

และ…

ถ้าท่านอยากสอนได้ผล ทำน้อยแต่ได้ผลมาก ขอใ้ห้ศึกษาอยากผู้รู้ ให้เจนจัดในความรู้และทักษะต่างๆ โดยเฉพาะ “ทักษะพื้นฐานในการเข้าต่อวิชา” ให้ดี  แล้วจงนำจุดแข็งของท่านไปเสริม เติมเต็มกับจุดแข็งของท่านอื่น ในระบบทีม เข้าใจ จริงใจ และให้อภัย แล้วจะทำให้การสอน การเผยแพร่ ดำเนินไปได้อย่างกว้าไกล โดยได้ทั้ง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” ครับ

คนในโลกนี้มีมากมาย แต่ครูที่จะสอนวิชาธรรมกายมีเพียงเสี้ยว ถ้าอยากสร้างบารมีแล้ว วิธีการมีอยู่ตรงหน้า จะไปลองผิดลองถูกในสิ่งที่คนอื่นได้ทำมาแล้วทำไม? เสียเวลา เสียพลังงาน จงรีบเรียนจากความผิดพลาดของผม กับวิทยากรที่ได้ผ่านงานมาอย่างโชกโชคแล้วเถิดครับ

แล้วท่านจะรู้ด้วยตัวท่านเองว่า ท่านสามารถใช้เวลาที่มี่ค่าของท่านอันน้อยนิด มาสร้างบารมีในบทบาทของฆราวาสผู้ครองเรือนได้อย่างมากมาย โดยได้ทั้ง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งหมดนี้การันตีด้วยประสบการณ์การสอนดังที่ผมได้กล่าวมาให้ท่านได้ฟังครับ

ขออาราธนาบารมีของธรรมภาคขาวทุกพระองค์ ขอให้ทุกท่านมีความสุขและประสบความสำเร็จในการสร้างบารมีตามที่ท่านปรารถนาทุกประการครับ สวัสดีครับ


Popularity: 4% [?]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.