ข่าวประชาสัมพันธ์

คุยกันฉันเพื่อน

ประสบการณ์ธรรมกาย

สอนอย่างไรให้ได้ผล?

เรียนอย่างรวดเร็ว

Home » การเผยแพร่วิชาธรรมกาย, คุยกันฉันเพื่อน, บันทึกผลการสอน, ประสบการณ์ธรรมกาย, สอนอย่างไรให้ได้ผล?, หมวดทั่วไป, เรียนอย่างรวดเร็ว, เล่าสู่กันฟัง, แบ่งปันเรื่องราวดีๆ

ญาณทัสสนะ – การเห็นในขณะหลับตาฝึกสมาธิ องค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น

Submitted by saiparn on Wednesday, 5 August 20092 Comments
ญาณทัสสนะ – การเห็นในขณะหลับตาฝึกสมาธิ องค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ในธรรมที่รักทุกๆ ท่าน

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมช่วงนี้ผมถึงได้เข้ามาเขียน blog ได้บ่อยจัง ก็ขอตอบว่า ผมได้จัดเวลาในช่วงที่ผมออกไปทำงานสอน โดยใช้เวลาในช่วงพักในการเขียนบทความต่างๆ ใน Blog เพื่อนำเสนอไอเดียและประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่เราได้ทำกันให้ทุกท่านที่สนใจได้รับรู้กันครับ เพราะเวลาที่กลับไปบ้านแล้ว ผมเองต้องใช้เวลาในการทำงานทางโลก ซึ่งตอนนี้ยุ่งมากๆ ดังนั้น ถ้าไม่เอาเวลามาเขียนตอนนี้ก็คงหาเวลายากที่จะเขียน เพราะบางวันแม้งานทางโลกก็ไม่ได้ทำ เพราะพอกลับถึงบ้านแล้วก็เพลียมาก หลับไปเลยก็มี

คุยกันถึงเรื่อง blog อีกนิดหนึ่งก็คือ ลักษณะการเขียนใน Blog นี้ จะใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ เหมือนกับเราพูดคุยกันทั่วไปครับ ซึ่งจะมีความเป็นกันเองมาก และถ้าจะให้การเขียนบอกเรื่องราวต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ในยุคนี้คงไม่พ้นเจ้า Twitter แน่นอนครับ ที่เปรียบเหมือนกับ SMS ใน Internet นั่นเอง

มาเข้าเรื่องที่ผมจะคุยกับทุกคน ซึ่งวันนี้จะมาคุยกันในเรื่องของ “ญาณทัสสนะ” หรือ “การเห็น” ต่างๆ ทั้งในขณะหลับตา หรือลืมตา เราอาจจะเข้าใจกันในชื่อว่า Six Senses นั่นเอง

เมื่อวานผมได้คุยกับคนรู้ใจ คุยไปคุยมาก็มาเข้าเรื่องที่ว่า มีคนคนหนึ่งที่ชอบนั่งสมาธิ เป็นนักศึกษา แล้วก็เรียนเก่งมากๆ เขานั่งสมาธิวันล่ะครึ่งชั่วโมงทุกวัน และบอกว่า ชอบนั่งมาก เพราะว่า เวลานั่งแล้วพบกับความสงบสุข ตัวลอยๆ สบายๆ แต่ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ การได้ไปเห็นสิ่งต่างที่ลึกลับ ซึ่งทำให้เขากลัว พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็มีการคุยกันต่อว่า เอ๋! แล้วเราที่ยังไม่เห็นอะไรเหมือนกับเค้านี่ แปลว่า เรามีบุญน้อยไปใช่ไหม?

ถ้าเจออย่างนี้มาจะตอบอย่างไรดีล่ะครับ?? 5555+

891ทุกคนสังเกตไหมว่า “เห็นสิ่งต่างที่ลึกลับ ซึ่งทำให้เขากลัว” ทำไมต้องรู้สึกกลัวด้วย? แสดงว่า สิ่งที่เห็นนั้นคงไม่น่าพิสมัยเท่าไรนัก ซึ่งในประเด็นนี้ ถ้าท่านใดที่ผ่านการอบรมหลักสูตร 18 กายมาแล้วจากทีมงานเราจะรู้ว่า ผมเองไม่ได้เน้นไปที่การเห็นมากนัก และบอกเสมอว่า เห็นนะ่ไม่ยาก แต่ความรู้ที่จะอธิบายสิ่งที่เราเห็นนั้นต่างหากที่สำคัญกว่า

แต่ที่ผมเจอๆ มา คนที่ศึกษาวิชาธรรมกาย ส่วนใหญ่ก็มักจะไปมุ่งเน้นที่การเห็นซะมากด้วยซิครับ และนี่ก็คือปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งเลยทีเดียวที่ทำให้การศึกษาเรียนรู้วิชาธรรมกายไม่ก้าวหน้าไปได้มากเท่าที่ควร

สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ การเห็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ท่านลองนึกถึงคนตาบอดซิครับ เขามองไม่เห็น แต่เขาก็สามารถอ่านหนังสือ พิมพ์งาน ทำงานได้เหมือนกับเราๆ ท่านๆ ได้เหมือนกัน

หรือแม้แต่บางคนที่พอมองเห็นบ้าง แต่ก็ไม่ชัด เช่น คนตาสั้น คนตายาว มองได้ไม่ชัด แต่ก็สามารถมองเห็นได้บ้าง และทำอะไรหลายๆ อย่างได้เหมือนกับคนตาดีเหมือนกัน

ท่านพอมองภาพออกไหม? ตาบอด ตาดี ตาไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับว่า เขาคนนั้นกำลังจะทำอะไร???

ในทางปฏิบัติทางใจก็เหมือนกันครับ

บางคนเห็น บางคนไม่เห็น บางคนเห็นไม่ชัด บางคนเห็นชัด แต่เป้าหมายในการเรียนรู้ก็เพื่อกำจัดทุกข์ ภัย โรค จะตาดี ตาไม่ดี ก้สามารถเรียนรู้กันได้เหมือนกัน

แต่บางคนอาจจะมีเครื่องมือช่วยในการเรียนได้ดีกว่าเท่านั้นเอง

เครื่องมือนั้นก็คือ “วิชาธรรมกาย” นั่นเองครับ

ที่ว่ามานี้ก็เพื่อบอกให้กับท่านที่ยังไม่เห็นวิชา ให้ท่านมองข้างประเด็นเรื่องของการเห็นไปก่อน แล้วมาเรียนในประเด็นอื่นๆ ล่วงไปก่อน เช่น อ่านตำราให้เกิดความรู้ก่อน หรือมุ่งสร้างบารมีไปก่อนตามกำลัง ครับ

แล้วการเห็นจะตามมาเอง

มีบาง case ที่ผมเจอมา พบว่า บางคนที่ึฝึกนั้น บางคนเห็นแล้ว แต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเห็นก็มี เพราะความลังเลสงสัยที่เกิดขึ้น เมื่อไม่ยอมรับก็ติดอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ ไม่ไปไหน กรณีอย่างนี้ก็มี

ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาเกิดขึ้นมาก็เพราะการขาดความรู้ความเข้าใจในการเรียนรู้และการศึกษาวิชาธรรมกายนั่นเองครับ

ดังนั้น ข้อแนะนำสำหรับท่านที่ยังไม่เห็นวิชา ในมุมมองของผม ก็คือ

ขอให้ท่านเปรียบเทียบการเรียนวิชาธรรมกาย เหมือนกับการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ครับ โดยให้เข้าใจก่อนว่า วิชาธรรมกายคือเครื่องมือทดลอง เปรียบเหมือนกับเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง

สำหรับท่านที่ยังไม่เห็นวิชาก็เปรียบเหมือนกับว่า ท่านยังไม่มีเครื่องมือทดลอง ไม่มีหลอดทดลอง ไม่มีห้อง lab ให้ลอง ไม่เป็นไรครับ ท่านจะรอให้มีอุปกรณ์ก่อนแล้วท่านค่อยเรียนหรือ? ผมคิดว่าไม่่ใช่วิธีที่ฉลาดแน่ วิธีที่ดีก็คือ ให้ท่านศึกษาจากตำราก่อน ให้ท่านรู้ทางทฤษฎีไปก่อน พอรู้แล้วต่อไปพอมีโอกาสได้จับเครื่องมือทดลอง ก็สามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว นี่คือความฉลา่ดในการเรียนรู้ครับ

และแน่นอนว่า ถ้าท่านจะอ่านจะเรียนอย่างเดียว แล้วก็รอให้มีห้องทดลองลอยมานั้น ก็คงเป็นไปได้ยาก ท่านจะต้องไปค้นหา หรือเก็บเงินซื้อมา นั่นคือ ท่านต้องสร้างบารมีไปด้วย ควบคู่กันไปตามความเหมาะสมของท่านเอง และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกอย่างพร้อมมูล เราก็จะสามารถศึกษาเรียนรุ้วิชาธรรมกายได้อย่างชัดแจ้งแน่นอนครับ

สำหรับท่านที่เห็นวิชาแล้ว ก็อย่าเพิ่งทนงตัวว่า เราเหนือกว่าคนอื่นเขา ถ้าท่านไม่มีีความรู้กำกับแล้ว เราอาจจะทำบางอย่างไปโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจจะเกิดโทษแก่ตัวได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว เปรียบเหมือนกับ เราเข้าไปในห้องทดลอง ดดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย แล้วก็หยิบโน่น หยิบนี่มาทดลองเล่น ซึ่งอาจจะไปเจอสารเคมีอันตราย หรือเกิดการระเบิด เกิดอันตรายต่อตัวเองได้ ฉันใดก็ฉันนั้นครับ

whirl

ที่เล่ามานี้พอจะเข้าใจไหมครับว่า อะไรสำคัญที่สุด??

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ “ความรู้” คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การศึกษาวิชาธรรมกายบรรลุผลสำเร็จครับ

จะทำอะไรก็ตาม จงเอาความรู้นำหน้าเสมอ หรือแทม้แต่ท่านที่มีญาณทัสสนะแล้วก็จงอย่างได้ไปเชื่อญาณทัสสนะนั้นเต็มร้อย แต่จงหาความรู้ทางวิชาธรรมกายที่ท่านมีมาอธิบายสิ่งที่ท่านเห็นว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ของจริงของหลอก แล้วจะแก้ไขอย่างไร เป็นต้น

พูดถึงเรื่องของการเห็นหรือญาณทัสสนะนี้  เรื่องยาว เอาไว้ค่อยๆ มาคุยกันต่อไปในคราวต่อๆ ไปก็แล้วกันครับ

ตอนนี้สอนอยู่ที่ ร.ร.บางแค (เนื่องสังวาลย์อนุสรณ์) กทม. ครับ และจะสอนช่วงรวมบ่ายแล้ว ต้องขอตัวไปสอนก่อนแล้วครับ อย่าลืมติดต่อกันทาง twitter นะครับ

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการศึกษาเรียนรู้วิชาธรรมกายทุกท่านเลยครับ สวัสดีครับ

Popularity: 4% [?]

2 Comments »

  • nui588 said:

    ผมพอจับประเด็นได้ว่า ต้องมีทั้งความรู้ และ บารมี ถึงจะบรรลุผล

    ผมขอต่อถามว่า ความรู้ คือรู้อะไร หาได้จากที่ไหน ตำรารึค รับ
    และ บารมี คือรู้อะไร ต้องสร้างอะไร ต้องไปที่ไหน ต้องทำอย่างไร หรือบารมี10ทัศ คับ

    ผมไม่อยากจะเข้าใจไปเองคับ พี่ช่วยอธิบายหน่อยคับ

  • nui588 said:

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.