มุมของผู้สอน : KPI (Key Performance Indicator) จำเป็นอย่างมากในการบริหารจัดการ…(แก้ไขแล้ว)
มุมของผู้สอน : KPI (Key Performance Indicator) จำเป็นอย่างมากในการบริหารจัดการ…
สวัสดีครับเพื่อนในธรรมที่รักทุกท่าน
เป็นอย่างไรบ้างครับ ไปสมัคร twitter กันมาบ้างแล้วหรือยังครับ ถ้าบางคนเล่นไม่เป็นก็ไม่เป็นไรนะครับ ติดตามการเคลื่อนไหวของผมได้ที่หน้า Homepage : http://wisdominside.org ได้เลยครับ ซึ่งผมจะ Update การเคลื่อนไหวให้ได้รู้กันว่าเรามีกิจกรรมอะไรกันบ้าง อย่างหนึ่งที่เห็นประโยชน์ได้ชัดจากเครื่องมือนี้ก็คือ ถ้าหากวันไหนผมไปโรงเรียนใด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น วันนั้นมีสอนทั้งวัน แต่ทางเราเห็นว่า สามารถที่จะรวมเด็กได้ ก็จะรวมให้จบภายในเครึ่งวัน ผมก็จะประกาศทาง Twitter ก็จะทำให้วิทยากรที่จะไปร่วมสอนด้วยนั้น ไม่ต้องมาเก้อ

ซึ่งผมเห็นว่า เป็นประโยชน์อย่างมากต่อไปในอนาคตถ้าการสอนได้ขยายออกไปมากขึ้น และมีทีมงานที่อยากจะสร้างบารมีด้วยวิธีนี้มากขึ้นด้วย ท่านก็เพียงแค่เข้าไปในเว็บไซต์ของเรา ก็สามารถที่จะรู้ความเคลื่อนไหวได้ตลอด นี่แหละครับ เทคโนโลยีที่ก้าวไกลออกไปมาก
วันนี้สิ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือ การพิจารณาถึง KPI หรือ Key Performance Indicator ซึ่งก็คือ ตัวชี้วัดในการพิจารณาถึงสมรรถภาพในการทำงาน ซึ่งจะทำให้เห้นถึงเกณฑ์ในการวัดผลการทำงานที่มีผลทั้งประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และอื่นๆ อันจะส่งผลไปยังผลลัพท์สุดท้ายก็คือ ความสำเร็จในงานนั้นๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งผมจะนิยามเครื่องมือในการบริหารงานตัวนี้ในทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับการทำงานของเราครับ
ในการทำงานของทีมงานเรานั้น แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้นำเครื่องนี้มาใช้อย่างจริงๆ จังๆ ก็ตาม แต่ต่อไปก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเครื่องมือในการบริหารต่างๆ มาประยุกต์ใช้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่สอนธรรมมีปัญหาในการสอน ในการเผยแพร่ก็คือ ผู้สอนมักจะใช้ตัวชี้วัดของตัวเองเป็นเกณฑ์ในการดำเนินงาน หรือที่เราเรียกว่า “เอาตัวเราเองเป็นเกณฑ์ตัดสิน” ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ผ่านการสอนมามากนั้นพบว่า ถ้าหากยึดความคิดของเราเองนี้ การสอนจะมีปัญหาตามมาื ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่
แม้ในการสอน การทำงาน การตลาด การขาย ก็ต่างสอนไว้ว่า ถ้าเป็นในวงการธุรกิจ ต้องมุ่งเน้นที่ลูกค้า ถ้าเป็นในวงการศึกษา ก็ต้องเน้นที่นักเรียน เป็นต้น และแน่นอน ในทางธรรม จะสอนอะไรให้กับใครนั้น ก็ต้องเน้นไปที่ผู้ที่ได้รับการฝึก ต้องพิจารณาว่าจะให้เท่าไหร่ เรามี 10 คนที่เราจะสอนนั้น จะรับได้เท่าไร ถ้ารับได้ 2 แต่ป้อนไป 5 ก็เกิน สิ่งที่เกินไม่นั้นมีทั้งคุณและโทษ นี่คือ ศิลปะในการสอน หรือวิชาครู นั่นเอง
จากประสบการณ์ที่ผมกับครอบครัวได้ออกไปสอนตามโรงเรียนมากว่า 10 ปีนี้ ได้ผ่านการลองผิดลองถูกมากมากมาย ได้ผลทั้งดีและไม่ดี ซึ่งเราก็นำบทเรียนเหล่านั้นๆ มาสรุปเป็นบทเรียนต่างๆ และถ้าถามว่าผลที่ได้เป็นอย่างไร ก็อย่างที่ท่านเห็นจากผลการสอนแล้วว่า เราสอนได้มากขึ้นโรงเรียนให้การยอมรับ
ซึ่งการที่โรงเรียนให้การยอมรับนี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้มองในมุมของตัวผู้สอนเลย ผู้สอนไปสอนก็อยากให้นักเรียน หรือผู้ได้รับการฝึกเห็นดวงธรรม เห็นกายธรรม ซึ่งเรารู้ดีกว่า เมื่อผู้ใดสามารถเข้าถึงดวงธรรมและกายธรรมได้แล้ว สิ่งที่ดีๆ ต่างๆ ก็จะตามมามากมาย แต่คนอื่นไม่ได้รู้เหมือนเรา อย่างกรณีของโรงเรียนนี้ เขาไม่รู้หรอกว่า เด็กนักเรียนนั่งแล้วเห็นดวง เห็นกายโน้นกายนี้แล้วจะดี เขาดูง่ายๆ ตรงที่ว่า
- เราสามารถที่จะคุมเด็กนักเรียนให้อยู่ในการเรียนการสอนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยหรือไม่?
- เราสามารถสอนโดยนำเนื้อหาทางธรรม (สมาธิภาคปฏิบัติ) ไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับการเรียนการสอน หรือชีวิตประจำวันของนักเรียนได้หรือไม่
ซึ่งรวมทั้งบุคคลทั่วไปก็ด้วยเช่นกัน หากเราต้องการสอนให้ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ ก็ต้องดูที่ เกณฑ์ของผู้ที่มารับการฝึกจากเรา ว่า เขาต้องการอะไร? ไม่ใช่ว่า เราต้องการอะไร เช่น เราต้องการต่อวิชาให้ได้ 4 กายธรรมหรือ 18 กาย เพราะเชื่อว่า พอคนได้วิชาแล้วจะดีทุกคน ซึ่งในความจริงแล้วไม่เสมอไป แต่ล่ะคนมีความแตกต่างกันมากมาย บางทีเขาอาจจะต้องการเพียงแค่ให้ใจสงบ หรือให้ประสบความสำเร็จในชีิวิตทางโลกก็ได้
ดังนั้น ในการเป็นผู้สอน จำเป็นต้องหาเกณฑ์ในใจของผู้รับการฝึกให้ได้ โดยการมุ่งเน้นที่นักเรียน หรือลูกค้าของเราว่า เขาต้องการอะไร
เมื่อรู้แล้ว เราค่อยมาจัดการว่า จะนำความรู้อะไรไปให้เขาที่จะเป็นประโยชน์ต่อเขามากที่สุด โดยที่คงหลักการของวิชาให้ถูกต้องบริบูรณ์ เป็นการเรียนการสอนแบบร่วมกันเรียนรู้ Win – Win เราก็ได้บุญ ผู้เรียนก็ได้ความรู้ที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเขา และแน่นอนที่สุด จะเกิดการบอกต่อ หรือที่เรียกกันว่า Word of mouth นั่นเอง
การที่ทีมงานของเราคิดและทำกันมาในลักษณะนี้ จึงส่งผลให้การสอนธรรมกว้างไกลออกไปมากมาย ไปสอนโรงเรียนนี้ โรงเรียนก็บอกต่อไปโรงเรียนต่อๆ ไปดังนั้น การสอนได้เดือนล่ะเป็นหมื่นๆ คน จึงไม่ใช่เรื่องที่บังเอิญแต่อย่างใดครับ
ดังนั้น มีเพียงวิชาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีด้วย จึงจะทำให้การสอน การเผยแพร่สำเร็จได้ตามที่เราต้องการ
ขอให้จับหลักให้ได้ มองภาพรวมให้ออก ใจกว้าง และใช้สามัญสำนึกให้ดีครับ
โดยสรุปก็คือ จะสอนอะไร จงให้ความสำคัญไปที่ความต้องการของผู้เรียนเป็นสำัคัญ หรือที่เราเรียกกันว่า ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จากนั้นสอนเท่าที่เขาต้องการโดยประยุกต์พลิกแพลงการนำเสนอไปตามสถานการณ์ โดยที่คงหลักการไว้อย่างถูกต้องบริบูรณ์
นี่คือ หนึ่งในวิชาครู ที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ และที่สำคัญอย่างยิ่ง ประสบการณ์ในการสอนมายาวนาน จึงจะทำให้การสอนการเผยแพร่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลครับ
ขอให้ทุกคนมีความสุข และประสบความสำเร็จสมหวังทุกประการ สำหรับวันนี้เท่านี้ก่อนนะครับ ไว้คราวเจอกันใหม่ในคราวหน้าครับ
สวัสดีครับ
Popularity: 6% [?]



