ข่าวประชาสัมพันธ์

คุยกันฉันเพื่อน

ประสบการณ์ธรรมกาย

สอนอย่างไรให้ได้ผล?

เรียนอย่างรวดเร็ว

Home » การเผยแพร่วิชาธรรมกาย, คำถามยอดฮิต, คุยกันฉันเพื่อน, ประสบการณ์ธรรมกาย, สอนอย่างไรให้ได้ผล?, หมวดทั่วไป, เรียนอย่างรวดเร็ว, เล่าสู่กันฟัง, แบ่งปันเรื่องราวดีๆ

วิชาธรรมกาย เป้าหมาย และ วิธีในการศึกษา ในวิถีทางที่ต่างกันไป

Submitted by saiparn on Monday, 20 July 2009No Comment
วิชาธรรมกาย เป้าหมาย และ วิธีในการศึกษา ในวิถีทางที่ต่างกันไป

สวัสดีครับเพื่อนๆ ในธรรมที่น่ารักทุกๆ ท่าน

หัวข้อในวันนี้ที่ผมจะพูดถึงก็คือ “วิชาธรรมกาย เป้าหมาย และ วิธีในการศึกษา ในวิถีทางที่ต่างกันไป” ท่านก็คงเกิดคำถามต่อไปว่า ทำไมถึงได้เป็นหัวข้อนี้

วันนี้ผมได้สนทนากับเพื่อนในธรรม (ผมเหมาเอาเลย) ในต่างแดน ขออนุญาตเอ่ยสถานที่ก็คือที่ดูไบ หัวข้อหลักๆ ที่ได้คุยก็คือ การฝึกวิชาธรรมกาย ที่ทำไม๊ ทำไม มันช่างยากเย็นซะเหลือเกิน พลอยทำให้คิดเอาเองว่า ท่าเราจะไม่มีบุญที่จะได้เห็นกับคนอื่นเค้าแล้วล่ะมั้ง

ซึ่งผมเองก็เจอกับคำถามและคำตอบทำนองนี้มามาก

สำหรับผมนั้น ผมคิดเอาเองนะครับว่า เรื่องของบุญบารมีนั้น ก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งแล้วยังไง ท่านหรือใครจะรู้จริงว่า เรามีบารมีมาแล้วเท่าไร? แค่ได้เกิดมาผมก็ว่าไม่ธรรมดาแล้ว แล้วถ้ายิ่งเกิดมาแล้วเจอกับสิ่งที่ดีๆ อย่างวิชาธรรมกายนี้ ผมว่ายิ่งไม่ธรรมดาไปใหญ่ ดังนั้นตามความเห็นของผมนั้น การคิดแบบตัดช่องน้อยแต่พอตัวนี้ ไม่คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาแล้วเจอกับวิชาธรรมกายนี้ครับ

ในทางโลกนั้น ได้กล่าวถึงความฉลาดไว้มากมาย ดังทฤษฎีของ ศ. ดร.โฮวาร์ด การ์เนอร์ ที่โด่งดังที่ชื่อ ทฤษฎีพหุปัญญา

8mi1

เคยได้ยินกันไหมครับ???

ทฤษฎีนี้บอกไว้ว่า คนเรามีความฉลาดที่แตกต่างกันออกไปมากมาย บางคนเก่งตัวเลขบางคนเก่งทางร่างกาย บางคนเก่งทางด้านสนุทรีย์ ฯลฯ

แต่ปัญหาก็คือ วิธีที่จะวัดความเก่งที่นิยมในปัจจุบันวัดได้แค่ 2 อย่าง คือ ด้านภาษา กับตัวเลข ทำให้เราให้ค่านิยมกับคนที่มีความเก่งด้านนี้ว่า เป็นคนฉลาด แต่ได้หลงลืมความเก่งด้านอื่นๆ ไป

กับวิชาธรรมกายก็เช่นเดียวกัน ไม่ต่างกันเลย

ดังคำที่อาจารย์ได้บอกไว้ว่า “ธรรมกายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน” คือ ต่างคน ต่างก็มีความเก่ง ความถนัด ฯลฯ ที่ไม่เหมือนกัน แล้ววิธีที่จะวัดว่า ใครเป็นธรรมกายเจ๋งแค่ไหน เอาอะไรเป็นตัววัดล่ะครับ

ขอตอบแบบฟันธงเลยว่า การเห็น ซึ่งเราๆ หลายๆ คนก็มักจะเอาเกณฑ์ตัวนี้มาตัดสินว่า คนที่ได้ธรรมกายจะต้องเห็นและจะเห็นโน่นเห็นนี่… ก็ว่ากันไป

ตามความเห็นผมแล้ว นี่เป็นเพียงเกณฑ์การวัดเล็กๆ อย่างหนึ่งเท่านั้น ยังมีอะไรที่มากไปกว่านั้นมากมาย

กลับมาดูที่การศึกษาวิชาธรรมกายของเรา หลายๆ ท่านก็มักจะคิดว่า จะเรียนวิชาธรรมกายได้ ต้องให้เห็นก่อน ถึงจะไปต่อไป ถ้ายังไม่เห็นก็จงเพียรนั่งต่อไปให้เห็นให้ได้ ถ้ายังทำไม่ได้แสดงว่าบุญไม่ถึง ให้ทำบุญไปก่อน แล้วจะเห็นเอง ขอเรียนว่า วิธีนี้ก็เป็นเพียงวิธีเรียนรูปแบบหนึ่ง

ขอให้ท่านนึกถึงความเป็นจริงที่ว่า พูดถึงการเห็นนั้น “เด็กเห็นง่ายกว่าผู้ใหญ่”

ผู้ใหญ่มักจะเห็นได้ยาก นั่งไปก็มักจะมืด เมื่อย วังเวง หรืออาจจะีความหวังอยู่ลึกๆ ว่า ก็ยังมีสิทธิ์เห็น

ขอย้ำว่า นี้คือวิธีการเรียนแบบหนึ่งเท่านั้นเอง

เส้นทางในการเรียนรู้แต่ล่ะท่านไม่มีมีเส้นทางเดียว ไม่ได้มีแบบเดียว

ทำไมต้องรอให้เห็นก่อนแล้วค่อยศึกษาเนื้อหาวิชาล่ะครับ

เด็กก็มีวิธีเรียนแบบเด็ก และ……

ผู้ใหญ่ก็มีวิธีเรียนแบบผู้ใหญ่เช่นกัน

ซึ่งก็ไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัวซะด้วยซิครับว่า แบบไหนจะเหมาะกับเรา….

ขอให้ท่านเปิดโลกทัศน์ตัวเองให้กว้าง แล้วลองคิดตามดูซิว่าที่ผมได้กล่าวมานี้ จริงหรือไม่?

การเรียนมีทั้งแบบ Passive คือ ฝ่ายรอ รอให้มันเกิดเอง หรือแบบ Active คือ ฝ่ายกระทำ

เป้าหมายในการเรียนก็คืออย่างเดียวกันคือ ให้บรรลุธรรม

แล้วท่านจะเป็นฝ่ายรอ หรือกระทำดีล่ะครับ

ท่านลิขิตเองได้ อย่าลืมว่า อายุท่านเหลืออีกเท่าไร?????????

time

มีอะไรก็คอมเม้นต์คุยกันครับ หรือไปคุยที่เว็บบอร์ดนะครับ สำหรับวันนี้เท่านี้ก่อน

และขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ ครับผม

Popularity: 2% [?]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.