ให้เด็กขับรถ… เด็กที่ไหนก็ขับได้ แต่ถ้าจะให้ตลอดรอดฝั่ง????? ความสำคัญของวิชาที่มีต่อการเห็นธรรมท่าน
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ในธรรมที่เคารพทุกๆ ท่าน
ลองดูภาพนี้กันหน่อยซิครับ แล้วท่านเห็นอะไร ภาพข้างล่างนี้น่ะครับ

ท่านเห็นอะไรครับ? ท่านจะเห็นแล้วตีความยังไงนั้น ผมไม่อาจทราบได้ แต่ผมจะขอเล่าในมุมมองที่ผมเห็น ก็คือ ผมเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังจะสตาร์ตรถ เพื่อขับไปที่ไหนสักแห่งหนึ่งครับ? แล้วก็ทำให้ผมได้ข้อคิดดีๆ ที่ได้เกี่ยวโยงไปถึงการศึกษาเล่าเรียนวิชาธรรมกายด้วยหละครับ อยากรู้ไหมครับว่า เป็นยังไง?
ที่ยกหัวข้อนี้มาคุยก็คือ วันนี้มีท่านที่สนใจท่านหนึ่งได้เมล์มาถามผม ถึง Case หนึ่งที่ว่า มีเด็กคนหนึ่งเห็นธรรมกาย (ผมไม่ทราบว่าเห็นไปถึงระดับไหน) และในรู้ในญาณก็ให้ไปเรียนให้ได้ 18 กาย เลยอยากมาฝึกกับทางเรา ผมเห็นว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ดี ที่จะทำให้เกิดข้อคิดดีๆ ให้กับหลายๆ ท่านได้
ถ้ามีประโยชน์ก็ขอยก Credit ให้กับทางเจ้าของคำถามนะครับ
เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ
ผมจะเปรียบเทียบให้เห็นถึงการที่ใครสักคนนั้นเห็นธรรม อาทิ เห็นดวงธรรม เห็นกายละเอียดต่างๆ นั้น ถ้าไม่มีความรู้กำกับ ไม่มีเหตุผลในการพิจารณาการกระทำต่างๆ ก็เปรียบเหมือนกับ เด็กน้อยที่ไม่รู้ประสีประสาได้มีโอกาสขับรถแรงๆ สักคันหนึ่ง ท่านลองใช้ Common Sense คิดต่อซิครับว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป… ผมคิดว่าทุกท่านคงตอบได้
เด็กก็คงจะขับรถได้แต่โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุนั้น ก็มีสูงมากเป็นเงาตามตัวเช่นกัน
ประเด็นก็คือ “ขับเป็นไม่เป็น เก่งไม่เก่ง แค่ไหนนั้น ไม่สำคัญเท่ากับ ขับอย่างไรให้ปลอดภัย และ ถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ“ ผมคิดว่านี้สำคัญกว่า
การได้พบกับประสบการณ์ในทาางละเอียดนั้นก็เช่นกันครับ เท่าที่ผมกับทีมงานหลายๆ ท่านได้ประสบมานั้น หลายท่านพอเห็นธรรมขึ้นมาบ้าง (ซึ่งโดยมากแล้วก็มักจะไม่ได้เป็นวิชาละเอียดอะไรเท่าไหร่) ก็มักจะโลดโผนโจนทะยาน ไปดูนั่นดูนี่ ตรวจนั่นตรวจนี่ ไม่หนำซ้ำ ทางคนสนิทใกล้ชิดยังให้ความสำคัญ ก็ยิ่งทำให้มั่นใจในตัวเองมากขึ้น นี่ก็คือจุดที่ทำให้เกิดภัยแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งเหตุการณ์นี้เกิดกับเด็กเล็กด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่
ดังนั้น ถ้าใครก็ตามเห็นธรรมไม่ว่าจะระดับไหน ชัดเจนแค่ไหน แม่น ถูกเพียงใด ท่านจะต้องมีเหตุผลประกอบการกระทำเสมอ ท่านต้องอธิบายที่มาที่ไปของสิ่งที่ท่านเห็นท่านพบได้ ท่านต้องแยกแยะออกว่าอันไหนจริง อันไหนปลอม ฯลฯ
ซึ้งทั้งหมดนี้ต้องอาศัย “ความรู้” ทางวิชามาประกอบและเทียบเคียงเท่านั้น
ถ้าจะพูดประสาการบริหารสมัยใหม่ก็คือ KPI หรือตัวชี้วัด นั่นเอง ซึ่งผมจะอธิบายในรายละเอียดต่อไปในคราวหน้า
ผมจะยกตัวอย่าง เช่น ถ้ามีเด็กคนหนึ่งเห็นว่ามีญาติที่ตายไปแล้วมาบอกให้ทำบุญให้เขา ถ้าเป็นแต่เดิมนั้น เรายังไม่มีความรู้ เราก็อาจจะเชื่อเด็กคนนั้นเลย แต่ถ้าเรามีความรู้แล้ว (แม้ว่าเราจะไม่เห็นวิชาก็ตาม) เราก็ต้องตรวจดู โดยเทียบเคียงจากตำราว่า ลำดับการเห็นเป็นยังไง กายหรือสิ่งที่เห็นนั้นมีลักษณะอย่างไร ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น
ดังนั้น ความรู้ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่คนที่ศึกษาวิชาธรรมกายต้องพิจารณาให้จงหนัก
การรู้การเห็น นั้น ก็สำคัญ แต่ในเบื้องต้นนั้น ความรู้ที่จะนำมาใช้ประกอบในการเห็นนั้น สำคัญยิ่งกว่า
จงเรียนรู้ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือหลวงพ่อสดได้ทดลอง ได้ค้นคว้ามาแล้วให้แจ๋มชัดก่อน ค่อยคิดวิชาใหม่ เปิดตำราแล้วทดลองก่อน ว่าผลนั้นเป็นไปตามที่่ตำราได้ว่าไว้หรือไม่
ท่านจะเห็นว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวเลย แต่กลับเป็นเรื่องที่สามารถใช้สามัญสำนึกธรรมดา สามัญ คิดได้ง่ายๆ
ผมจึงอยากลองให้ท่านลองคิดพิจารณาดูต่อไป
ที่ผมพูดมานี้ เป็นเพียง idea คร่าวๆ เท่านั้น ไม่ได้ละเอียดอะไรมากนัก แต่เป็นการบริหารจัดการการศึกษาวิชาธรรมกาย ให้การเรียนรู้วิชานี้ ถูกต้องและรวดเร็ว
อย่าลืมว่า เวลาในโลกนี้ ไม่ได้มากมายเพียงใดเลย
รู้สึกตัวอีกที ก็ผมหงอกไปเยอะแล้ว
ใจหาย ใจหาย ใจหาย ….
Popularity: 100% [?]




Leave your response!